ที่แท้เป็นเพื่อนบ้านมือยิงอดีตตร.ฝึกสุนัขชาวสวีเดน ตร.ตามจับแล้ว รับถูกแกล้งโดนหยาม

กรณีพบศพ นายลาส โดนัล ควอว์ฟอร์ด อดีตตำรวจฝึกสอนสุนัข สัญชาติสวีเดน เสียชีวิตภายในอยู่ภายในห้องครัว ของบ้านพักส่วนตัวที่เปิดเป็นโรงแรม สถานที่ฝึกสุนัข ของบริษัทบริษัทเคนเนล สแกนดิเนเวีย โฮเทล ฟอร์ ด็อก แคท แอนด์ เบิร์ด จำกัด เลขที่ 68/2 หมู่ 8 บ้านโป่งเก้ง ตำบลไร่ใหม่พัฒนา อำเภอชะอำ จังหวัดเพชรบุรี โดยสภาพนอนหงายอยู่ข้างถังแก๊ส มีร่องรอยถูกยิงเข้าบริเวณศีรษะด้านหลัง ลำตัว และแขน จำนวนหลายสิบแผล และมีผู้ไปพบศพเมื่อช่วงเช้าของวันที่ 18 ก.ค. ที่ผ่านมา ตามที่เสนอข่าวไปแล้วนั้น ความคืบหน้าเมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 23 ก.ค. ที่หน้าสภ.ชะอำ อ.ชะอำ จ.เพชรบุรี พล.ต.ท.ชาญเทพ เสสะเวช ผบช.ภ.7 พล.ต.ต.สุทธิพงศ์ วงษ์ปิ่น รอง ผบช.ภ.7 พ.ต.อ.ภคิน ศิวเมธากุล ผกก.สภ.ชะอำ พร้อมชุดจับกุม นำตัวนายประทีป สังข์ศิริ อายุ 42 ปี อยู่บ้านเลขที่ 35 หมู่ 3 ต.ไร่ใหม่พัฒนา อ.ชะอำ จ.เพชรบุรี ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลจังหวัดเพชรบุรี ที่ 273/2559 ลงวันที่ 22 กรกฎาคม 2559 ผู้ต้องหาฆ่า นายลาส โดนัล ควอว์ฟอร์ด อดีตตำรวจฝึกสอนสุนัข สัญชาติสวีเดน เสียชีวิตภายในอยู่ภายในห้องครัว เมื่อช่วงเช้าของวันที่ 18 ก.ค.59

โดยหลังก่อเหตุนายประทีป ไม่ได้หลบหนีออกนอกพื้นที่ยังคงอยู่ในบ้านพักตามปกติ จนกระทั่งเจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถสืบสวนและทราบตัวว่านายประทีป เป็นผู้ก่อเหตุ จึงควบคุมตัวมาจากบ้านพักที่อยู่ใกล้เคียงกันกับบ้านของผู้เสียชีวิต พร้อมอาวุธปืน ออโตเมติกลูกซอง 5 นัด จำนวน 1 กระบอก อาวุธปืนเดี่ยวลูกซองยาวขนาด 12 จำนวน 1 กระบอก ปลอกกระสุนปืนลูกซองขนาด 12 จำนวน 1 ปลอก กระสุนปืนลูกซองเบอร์ 12 จำนวน 9 นัด ปลอกกระสุนปืนลูกซองขนาด 12 จำนวน 1 ปลอก อาวุธปืนพกสั้นขนาด 11 มม. พร้อมซองและเครื่องกระสุนปืนจำนวน 1 นัด

จากการสอบปากคำนายประทีป ให้การรับสารภาพว่า เป็นผู้ลงมือยิงนายลาสจริง และลงมือทำเพียงคนเดียว โดยวันเกิดเหตุขับรถกระบะ ยี่ห้อมิตซูบิชิ สีเหลือง ตอนครึ่งหมายเลขทะเบียน บจ 810 เพชรบุรี ของตนเองมาจอดหน้าบ้านของผู้ตาย พร้อมกับนำอาวุธปืนยิงนายลาสทันที เนื่องจากโกรธแค้น และถูกนายลาส เหยียดหยามเยาะเย้ย และแกล้งตนรวมถึงญาติพี่น้อง อยู่บ่อยครั้ง จนเกิดความแค้นและมาก่อเหตุดังกล่าว

โดยหลังจากมีการแถลงข่าวเสร็จสิ้นเจ้าหน้าที่ตำรวจนำตัวนายประทีป ผู้ต้องหาไปทำแผนประกอบคำรับสารภาพยังบ้านที่ก่อเหตุ ก่อนส่งพนักงานสอบสวน สภ.ชะอำ เพื่อดำเนินคดีในข้อหา ฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา มีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในความครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต และพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือ ทางสาธารณะโดยไม่ได้รับอนุญาตให้มีอาวุธปืนติดตัวโดยไม่มีเหตุจำเป็นและเร่งด่วนตามสมควรแก่พฤติการณ์

ที่มา>>>ข่าวสด

“เจ๊สา”นางฟ้าคาราโอเกะโพสต์ยอมรับร้านเคยถูกจับจริง แต่ไม่ได้ค่าประเวณี

จากกรณีที่พ.ต.ท.นราวุธ การามหิโต หรือสารวัตรกาโต้ สว.กก.1.บก.สส.ภ.2 พร้อมพวก 6 คน บุกจับร้านนางฟ้าคาราโอเกะ ในซอย 9 ไร่ ย่านพัทยากลาง เมืองพัทยา จ.ชลบุรี แล้วถูก น.ส.ปะระนิสา ไชยนาพาณิชย์กุล อายุ 36 ปี แจ้งความดำเนินคดี 3 ข้อหาหนัก ต่อมามีรายงานว่า เมื่อวันที่ 8 ม.ค.59 ที่ผ่านมา ร้านนางฟ้าคาราโอเกะแห่งนี้เคยถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.3 บก.สส.ภ.2 จับกุมในข้อหานำเด็กสาวอายุต่ำกว่า 18 ปีมาค้าประเวณีโดยผิดกฎหมายและค้ามนุษย์ และเมื่อปี 2557 ยังเคยถูกตำรวจเมืองพัทยาจับกุมในข้อหาเดียวกัน ตามที่รายงานไปแล้วนั้น  ล่าสุดเวลา 05.30 น. วันที่ 23 ก.ค. น.ส.ปะระนิสา หรือเดียร์ ไชยนาพาณิชย์กุล อายุ 36 ปี หรือคนที่รู้จักเรียกกันว่า “เจ๊สา” ได้โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊ค โดยเช็คอินที่จังหวัดเชียงใหม่ เนื้อหาใจความสำคัญระบุว่า ตัวเองขอแถลงข่าวกรณีที่สื่อหลายสำนักนำเสนอข่าวว่าร้านถูกตำรวจ กก.3 บก.สส.ภ.2 จับกุมในข้อหานำเด็กอายุต่ำกว่า 18 ปีมาค้าประเวณีและค้ามนุษย์ เมื่อวันที่ 8 ม.ค.59 ที่ผ่านมานั้น เกี่ยวกับเรื่องนี้ยอมรับว่าเคยถูกตำรวจจับกุมจริง โดยในช่วงเวลานั้นที่ร้านมีน.ส.สมหมาย จงธนสกุล อายุ 49 ปี เป็นผู้ดูแล ส่วนที่มาที่ไปคือก่อนหน้าที่จะถูกจับกุมได้มี น.ส.แพร (ขอสงวนชื่อ-นามสกุลจริง) เดินทางมาสมัครเป็นพนักงานต้อนรับ หรือพีอาร์ ทำหน้าที่คอยต้อนรับและนั่งดื่มกับลูกค้าที่มาใช้บริการ โดยนำสำเนาบัตรประชาชนระบุว่าอายุ 19 ปีมาทำการสมัคร หลังจากทำงานได้ระยะหนึ่งได้มีชายหนุ่มมาติดพัน น.ส.แพร หลังจากร้านปิดก็มักจะพากันออกไปเที่ยวต่อโดยทางร้านไม่ทราบว่าไปที่ไหน หรือไปทำอะไรกัน กระทั่งวันที่ตำรวจ บก.สส.ภ.2 เข้าจับกุม น.ส.แพร ได้ติดต่อไปหาชายคนดังกล่าวโดยอ้างว่าเอาโทรศัพท์ไปจำนำไว้ในราคา 500 บาท ขอให้เดินทางมาพบที่ร้านและช่วยไถ่โทรศัพท์คืนให้ด้วย โดยเสนอตัวพลีร่างเป็นสิ่งแลกเปลี่ยน ต่อมาน.ส.แพรขอออกไปกินข้าวกับลูกค้าชาย แต่ตามกฎของร้านหากพนักงานออกจากร้านก่อนเวลาก็จะถือว่าขาดงาน และหักเงินวันละ 400 บาท น.ส.แพร จึงไปขอเงินกับหนุ่มคู่ขาเพื่อมาจ่ายให้กับนางสมหมาย คนดูแลร้าน เพื่อจะได้ไม่ต้องหักเงินเดือน

หลังจากทั้งคู่ออกไปไม่นาน ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.3 บก.สส.ภ.2 จึงบุกเข้าจับกุมตัวนางสมหมาย ในข้อหาเป็นธุระจัดหาเด็กอายุต่ำกว่า 18 ปีมาค้าประเวณี และข้อหาค้ามนุษย์ ก่อนส่งตัวให้ ร.ต.อ.จักรกฤษ จันตาคำ รอง สว.(สอบสวน) สภ.เมืองพัทยา ดำเนินคดีตามกฎหมาย ซึ่งตนยอมรับว่าได้เดินทางไปที่สภ.เมืองพัทยาจริง แต่ไปเพื่อประกันตัวนางสมหมาย ไม่ได้ไปขอเคลียร์คดี เนื่องจากร้านนี้เป็นของน้าแท้ๆของตน ส่วนน.ส.แพรเองก็ไม่ได้ให้การซัดทอดมาถึงร้าน และเรื่องนี้กำลังอยู่ระหว่างการพิจารณาคดีในชั้นศาล

ตามข่าวที่บอกว่าสายตรวจมาตรวจและว่ากล่าวตักเตือนนางสมหมาย เรื่องมีเด็กอายุต่ำกว่า 18 ปี ทำงานอยู่ในร้าน รวมถึงเรื่องที่ร้านเคยถูกตำรวจจับเมื่อปี 2557 ตนยืนยันว่าไม่ใช่เป็นความจริงแต่อย่างใด ร้านแห่งนี้เคยถูกจับเพียงครั้งเดียว หากดูสำนวนและคำให้การของน.ส.แพรแล้ว ถือว่าไม่เข้าข่ายการค้ามนุษย์ แต่ติดที่ตรงว่าน.ส.แพรอายุไม่ถึง 18 ปี และมีเงินค่าขาดงาน 400 บาทมาเกี่ยวด้วย เลยทำให้มีช่องทางในการตั้งข้อกล่าวหา

ส่วนกรณี น.ส.แพร ที่มาสมัครงานตอนแรกนั้น ถือว่าเป็นความผิดพลาดโดยไม่เจตนาของนางสมหมาย ที่ไม่ได้ตรวจดูสำเนาบัตรประชาชนของ น.ส.แพร จนมาทราบภายหลังว่าบุคคลในบัตรไม่ใช่ตัวน.ส.แพร แต่หน้าตาคล้ายกันมากๆ สุดท้ายตนอยากขอความเห็นใจจากพี่ๆ น้องๆ นักข่าวด้วย เพราะพอข่าวนี้ถูกนำเสนอออกไปทำให้กระทบถึงภาพลักษณ์ของร้านเป็นอย่างมาก”น.ส.ปะระนิสากล่าว

ต่อมาผู้สื่อข่าวได้เช็คสเตตัสในเฟซบุ๊คของ น.ส.ปะระนิสา พบว่าเจ้าตัวได้เดินทางไปจังหวัดเชียงใหม่ตั้งแต่เมื่อช่วงเช้าวานนี้ (22 ก.ค.) พร้อมกับมีข้อความระบุว่าเหนื่อยกับข่าว เลยบินไปท่องเที่ยวพักผ่อนสมองและทำบุญที่เชียงใหม่ประมาณ 1 สัปดาห์

ด้าน พ.ต.ท.ออมสิน สุขการค้า รอง ผกก.(สอบสวน) สภ.เมืองพัทยา จ.ชลบุรี เผยว่า ขณะนี้ทาง พ.ต.ท.นราวุธ กับพวก ยังไม่เข้าพบพนักงานสอบสวนตามนัด หลังจากนี้จะได้ทำบันทึกข้อความด่วนที่สุด ส่งไปถึง พล.ต.ต.อำพล บัวรับพร ผบก.ภ.จว.ชลบุรี เพื่อส่งผ่านไปยัง พล.ต.ท.ธเนตร์ พิณเมืองงาม ผบช.ภ.2 ให้ส่งตัวตำรวจในปกครองมารับทราบข้อกล่าวหาต่อพนักงานสอบสวนภายในวันพุธที่ 27 ก.ค.นี้ และหากยังไม่มาอีกก็จะทำการออกหมายจับต่อไป

ที่มา>>>ข่าวสด

ข้อมูลจาก Facebook : ทุกวันนี้คนกำลังมองหาอะไรใน Facebook และ Instagram

เพราะแพลตฟอร์มในโซเชียลมีหลากหลายทางเลือก และแต่ละอย่างก็ทำหน้าที่ไม่เหมือนกัน ดังนั้นจึงเป็นเรื่องสำคัญที่แต่ละธุรกิจต้องรู้ว่าจะเข้าหาลูกค้าผ่านแต่ละแพลตฟอร์มได้อย่างไร

ล่าสุด Facebook เองได้ทำแบบสอบถามกับผู้ที่ใช้ทั้ง Facebook และ Instagram อย่างน้อยอาทิตย์ละครั้ง เกือบ 8,000 คนจากประเทศออสเตรเลีย บราซิล ฝรั่งเศส ญี่ปุ่น อังกฤษ และอเมริกา ที่มีอายุระหว่าง 18-64 ปี เพื่อดูว่าแต่ละคนใช้แต่ละแพลตฟอร์มเพื่ออะไร และใช้มันอย่างไร

และนี่คือสรุปเฉพาะประเด็นที่สำคัญจากทีม IQ จาก Facebook

ความคิด Vs จินตนาการ

เมื่อเทียบสองแพลตฟอร์มแล้ว Facebook จะตอบสนองคนที่ต้องการแสดงความเป็นตัวเอง เป็นที่จดจำ และเพื่อเชื่อมโยงกับคนอื่นๆ ในขณะที่ Instagram จะตอบสนองในแง่ความสนุก การพักผ่อน และการค้นคว้า

ใน Instagram ผู้ใช้มักจะ follow คนดัง ตามงาน DIY และสอดส่องสถานที่หรืออะไรใหม่ๆ แต่ถ้าเป็น Facebook หลักๆ จะใช้เพื่อเชื่อมโยงกับเพื่อนและครอบครัว

fbres1

จากภาพ แสดงให้เห็นว่าผู้ใช้มี Facebook ไว้เพื่อปฏิสัมพันธ์กับครอบครัว เพื่อน และคนรู้จัก แต่เมื่อมาดูใน Instagram รองจากครอบครัวและเพื่อนสนิท ผู้ใช้ใช้มันเพื่อมีปฏิสัมพันธ์กับกลุ่มคนดัง

ข้อมูลยังระบุว่า ผู้ใช้ Instagram ส่วนใหญ่จะหาภาพ หรือเสพคอนเทนต์ที่ให้เขาได้เปิดประตูไปสู่อีกโลก ในขณะที่ Facebook จะเป็นเรื่องที่อยู่บนโลกแห่งความจริง เป็นมุมมองที่เขาสนใจและอยากจะแลกเปลี่ยนความคิดเห็น

ดังนั้นถ้าดูจากสิ่งที่ค้นพบ นักการตลาดควรจะเน้นที่การแชร์ความคิดและการโต้ตอบบน Facebook และแชร์คอนเทนต์ที่เป็นภาพเบื้องหลังใน Instagram

ความแตกต่างทางด้าน Demographic

Facebook ยังดูลึกลงไปถึงการใช้งานที่แตกต่างกันระหว่างเพศหญิงและชาย บนสองแพลตฟอร์ม

พบว่าเพศชายจะใช้ในทางปฏิบัติมากกว่า เช่น การรับข่าวสารอีเวนท์ และเข้าร่วมกลุ่ม ในขณะที่เพศหญิงจะเน้นในเรื่องส่วนตัวมากกว่า เช่น การรักษาการติดต่อกับเพื่อนฝูงและครอบครัว

fbres2

แต่ถ้าดูเฉพาะกลุ่มผู้ปกครอง พบว่าคอนเทนต์ที่คนกลุ่มนี้มองหาจะเป็นเรื่องส่วนตัวใน Facebook ส่วนผู้ปกครองใน Instagram จะมองหาสิ่งที่พวกเขาอยากได้

การใช้งานของกลุ่ม Millennial

ในส่วนสุดท้าย รายงานนี้แสดงให้เห็นว่ากลุ่ม Millennial ชอบแชร์เรื่องอะไร เพราะหลังๆ จะเห็นได้ว่ามีธุรกิจจำนวนมากที่มองกลุ่มนี้เป็นเป้าหมายหลัก

fbres3

อย่างที่เห็นว่าทั้งสองแพลตฟอร์มมีความแตกต่างกัน จึงต้องมีวิธีที่เหมาะสมเพื่อให้การโพสต์แต่ละครั้งเกิดประสิทธิภาพสูงสุด และตอบโจทย์กับเป้าหมายที่ตั้งไว้

สำหรับคนที่สนใจสามารถอ่านเนื้อหาแบบเต็มได้ใน A Tale of Two Feeds

ที่มา : SocialMediaToday

ดาราสาวโร่จี้ตำรวจเร่งสอบคดี”นักบิน”แฟนเก่าทำร้ายร่างกาย แฉเคยซ้อมจนต้องเข้าไอซียู

เมื่อเวลา 13.00 น. วันที่ 22 ก.ค. น.ส.ปานทอง คชวงษ์ อายุ 25 ปี ดาราสาวละครซิทคอมเรื่อง”เป็นต่อ” ได้เดินทางมาพบพ.ต.ท.วรพันธุ์ พิสุทธานนท์ รองผกก.สอบสวน สภ.คูคต เพื่อให้ปากคำเพิ่มเติม กรณีถูกอดีตแฟนหนุ่มนักบินสายการบินแห่งหนึ่ง ก่อกวน คุกคาม ตามทำร้ายร่างกาย หลังอดีตแฟนหนุ่มนักบินได้มาขอคืนดีแต่ไม่เป็นผลสำเร็จ  สืบเนื่องมาจาก วันที่ 10 ก.ค.ที่ผ่านมา ขณะที่น.ส.ปานทอง ผู้เสียหายได้ขับรถของตนเองไปจอดแล้วเดินลงไปซื้อกาแฟที่ร้านกาแฟแห่งหนึ่ง บริเวณคลองสี่ ตำบลลาดสวาย อำเภอลำลูกกา จังหวัดปทุมธานี ขนาดนั้นอดีตแฟนหนุ่มนักบินได้เข้ามาฉุดกระชาก และหลักผู้เสียหายเข้าไปในรถก่อนที่จะปิดประตู และทำร้ายร่างกาย โดยผู้เสียหายพยามขัดขืนและได้หยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาถ่ายรูป เมื่ออดีตแฟนนักบินเห็นจึงยอมหยุดทำร้ายปล่อยให้ผู้เสียหายลงจากรถและขับรถออกไปอย่างรวดเร็ว  น.ส.ปานทองให้การว่า ได้เคยคบหากับอดีตแฟนหนุ่มนักบินมาได้ระยะหนึ่ง และได้พักอาศัยอยู่บ้านเดียวกันจนเมื่อ 2 ปีก่อน ได้ถูกอดีตแฟนหนุ่มนักบินคนดังกล่าวทำร้ายร่างกายจนได้รับบาดเจ็บเข้าโรงพยาบาล รักษาตัวในห้องไอซียูนานกว่า 1 สัปดาห์ ภายหลังที่ออกจากโรงพยาบาล ตนได้ขอเลิกและย้ายออกจากบ้านที่พักอาศัยอยู่ด้วยกัน ซึ่งครั้งนั้นได้มีการแจ้งความลงพื้นประจำวันไว้ที่สภ.คูคตเมื่อวันที่ 22 ก.ย. 57 แล้วว่าห้ามมิให้มายุ่งเกี่ยวหรือติดต่อกันอีก  “แต่อดีตแฟนหนุ่มนักบินก็ยังตามรังควาน งอนง้อ และพยายามขอคืนดีให้กลับไปอยู่ด้วยกัน แต่หนูได้ปฎิเสธ จนกระทั่งเมื่อปีที่แล้ว หนูได้แต่งงานและมีครอบครัว แต่อดีตแฟนหนุ่มนักบินก็ยังไม่หยุดพฤติกรรมดังกล่าว และมาก่อเหตุทำร้ายร่างกาย ล่าสุดเมื่อวันที่ 10 ก.ค.ที่ผ่านมา ดาราสาวกล่าวว่า วันนี้ตนได้มาสอบปากคำเพิ่มเติมและให้ทางเจ้าที่ตำรวจเร่งรัดคดีนี้เนื่องจากอดีตแฟนหนุ่มนักบินรู้จักกับนายตำรวจคนใหญ่คนโตเยอะ ตนจึงเกรงว่าคดีนี้จะเงียบและจะเกิดความไม่ปลอดภัยในการใช้ชีวิตประจำวัน โดยก่อนหน้านี้ตนได้ร้องเรียนไปทาง”บุ๋ม”ปนัดดา วงศ์ผู้ดี ประธานองค์กรทำดี ให้ช่วยเหลือบ้างแล้ว และหลังจากนี้ก็จะเดินทางไปยังหน่วยงานต้นสังกัดของอดีตแฟนหนุ่มนักบินคนดังกล่าวเพื่อสอบถามว่าการกระทำดังกล่าวเข้าข่ายมีพฤติกรรมไม่เหมาะสมหรือไม่ และทางหน่วยงานมีขั้นตอนและบทลงโทษอย่างไรบ้าง

ทางด้านเจ้าที่ตำรวจหลังจากได้สอบปากคำผู้เสียหายเพิ่มเติมเรียบร้อยแล้วจึงได้ให้ผู้เสียหายพาไปดูที่เกิดเหตุเพื่อหาหลักฐานเพิ่มเติมจากกล้องวงจรปิดและพยานวัตถุในที่เกิดเหตุ พร้อมทั้งจะติดต่ออดีตแฟนหนุ่มนักบินของผู้เสียหายมาสอบสวนเพิ่มเติมต่อไป

ที่มา>>>ข่าวสด

ระทึก!ตลาดโรงเกลืออาก้มเก็บของประตูเก๋งล็อกขังด.ญ.วัย 1 ขวบนานเกือบชม.

 เมื่อเวลา 15.00 น. วันที่ 20 ก.ค. พ.ต.ท.โกศละ งามผ่อง ร้อยเวร สภ.คลองลึก ได้รับแจ้งจากชาวบ้านว่า มีเด็กติดอยู่ในรถยนต์ยี่ห้อฮอนด้า แจ๊ส เนื่องจากประตูรถเกิดล็อก ที่เกิดเหตุอยู่ภายในตลาดโรงเกลือ เทศบาล 3 หน้าล็อก E หลังรับแจ้งจึงรีบรุดไปตรวจสอบ ที่เกิดเหตุพบว่ามีชาวบ้านกำลังมุงดู รถยนต์ยี่ห้อฮอนด้า แจ๊ส สีขาว หมายเลขทะเบียน ชช2911 กรุงเทพมหานคร พบว่าชาวบ้านพยายามช่วยเปิดประตู แต่ไม่สามารถเปิดออกได้ หลังตำรวจใช้เวลาอยู่นาน แต่ก็ไม่สามารถเปิดประตูรถออกมาได้เช่นกัน จึงได้รายงานให้ พ.ต.อ.เสกสรร วัฒนพงษ์ ผกก. สภ.คลองลึกทราบ หลังทราบเรื่อง ผกก.คลองลึก จึงรีบรุดไปดูที่เกิดเหตุ และประสานช่างกุญแจ จากตลาดอรัญประเทศ รีบเดินทางเข้ามาไขกุญแจ เพื่อนำตัวเด็กหญิงออกมาจากรถ จึงสามารถเปิดประตูออกมาได้ และจึงช่วยด.ญ.วัย 1 ขวบ 6 เดือน ออกมาได้อย่างปลอดภัย ทำให้หนูน้อยต้องติดอยู่ในรถกว่า 40 นาที

น.ส.จริยา จิเมฆ อายุ 25 ปี บอกว่า ตนเองเป็นอาสะใภ้ขับรถคันดังกล่าวมาจากกรุงเทพฯ เพื่อมาเที่ยวตลาดโรงเกลือในช่วงวันหยุดเข้าพรรษา หลังขับรถมาถึงโรงเกลือก็วิ่งหาที่จอด มาเจอที่ว่างอยู่ที่หน้าล็อก E จึงนำรถเข้ามาจอด หลังจอดและตนได้ทำของหล่นจึงออกไปเก็บ หลังเก็บของแล้วก็มาเปิดประตูรถ แต่ปรากฏว่าประตูล็อกเอง เปิดไม่ออก กุญแจสำรองก็ไม่มี ตนจึงได้พยายามเปิดแต่ก็เปิดไม่ออก เลยต้องแจ้งตำรวจมาช่วยเปิดดังกล่าว

ที่มา>>>ข่าวสด

สุดทึ่งลุงอ่างทอง ใช้หม้อ ปิ่นโต จาน แต่งรถจักรยานยนต์แบบไม่มีใครเหมือน!

14690175741469017602lลุงอ่างทองใช่หม้อ ปิ่นโต จาน แต่งรถจักรยานยนต์แบบไม่มีใครและไม่เหมือนใคร โดยเป็นรถจักรยานยนต์ที่ตกแต่งด้วยหม้อ  ปิ่นโต จาน ที่ทำด้วยสแตนเลส ประดับไฟสีรอบคันอย่างสวยงาม

นายษิญกรณ์ชัย  กล่าวว่า  ตนมีอาชีพขับรถบรรทุกสิบล้อ รถจักรยานยนต์ที่เห็นใช้วัสดุที่มีอยู่ภายในบ้านมาตกแต่ง โดยใช้หม้อ จาน ปิ่นโต และหลายๆอย่างมาแต่งที่ทำไปก็เพราะจะได้พาหลาน และพาสุนัขที่ตนเลี้ยงไว้ออกไปเที่ยวช่วงเย็นๆหลังเลิกขับรถแล้ว  เอาไว้ใส่ของใช้ช่วยคนแก่ เอาไว้ฟังเพลง ส่วนไฟสีต่างๆต้องการให้พวกรถบรรทุกได้เห็นอย่างชัดเจนป้องกันไม่ให้ถกรถบรรทุกเฉี่ยวชนได้ เพราะตนรู้ดีว่ารถบรรทุกอันตรายขนาดไหน

นายษิญกรณ์ชัย  กล่าวว่า  สิ่งของที่ตนนำมาประดับรถนั้นมีประโยชน์ทุกอย่างเช่น หม้อแกงใบใหญ่ที่อยู่หน้ารถเอาไว้ใส่น้ำดื่มทีไปเจอคนแก่ตามทางตามที่ต่างๆหรือคนหิวน้ำก็ให้เขาและเอาไว้ขนถังแก็สเข้าบ้าน ปิ่นโตติดอยู่ตรงไฟเลี้ยวเอาไว้ทำเสียงแจ๊ค หม้อแกงทีอยู่ข้างรถเอาไว้ทำลำโพงเพราะฝนตกเราก็เปิดฟังได้ จานข้าวติดตรงที่พักเท้าเอาไว้บังขาหลาน  รังเครื่องมือไว้ใส่ของใช้ทั่วไป  หม้อแกงขนาดใหญ่ข้างท้ายรถเอาไว้ใส่สุนัขพันธ์ปลั๊กไปเที่ยว  นอกจากนั้นยังพกไฟฉาย พกร่มไว้ด้วยไปเจอใครเจอคนแก่แดดร้อนฝนตกให้เลย  ไปเจอรถเสียกลางคืนก็แจกไฟฉาย

นอกจากนั้นฝาหม้อแกงจะเขียนคำว่าหยุดไว้เพราะตนจะเจอคนแก่  เด็กๆข้ามถนนตนก็จะเอาฝาหม้อที่เขียนคำว่าหยุดไปชูให้รถหยุดและพาเด็กๆ คนแก่ข้ามถนน  ทุกอย่างในรถตนมีประโยชน์มาก   ตนรู้สึกดีใจและภูมิใจที่ได้ช่วยเหลือคน ตนมีความสุขมาก ส่วนค่าใช้จ่ายไปนั้น เฉพาะค่าแต่งรถหมดไปเกือบ 3 หมื่นบาท ส่วนจักยานยนต์ตนได้ซื่อต่อมาอีกที่ราคา 8 พันบาทร่วมแล้วก็ประมาณ 4 หมื่นกว่าบาท  คันนี้เป็นการตกแต่งเป็นคันที่3ทีสมบูรณ์ที่สุด  ส่วนที่เขียนท้ายรถนั้นไม่มีความหมายอะไรตนอยู่กับสิบล้อจะมีคำแบบนี้ตนเขียนสนุกๆเท่านั้น

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าหลังจากให้ลุงจุ้ยเปิดเครื่องเสียงพบว่าเครื่องเสียงดังดีมากและเปิดไฟวิ่งตอนกลางคืนก็สว่างสีสดสวยสะดุดตา

ที่มา>>>ข่าวสด

หนุ่มแชร์ อุทาหรณ์จัดฟันเถื่อน เหงือกอักเสบแปรงฟันเลือดท่วมปาก (คลิป)

โลกโซเชี่ยลมีการแชร์เรื่องราวจากสมาชิกเฟซบุ๊กรายหนึ่ง ซึ่งนำภาพและเหตุการณ์จริงที่เกิดขึ้นกับตนเองภายหลังไปดัดฟันแฟชั่นมา โดยเล่าเหตุการณ์ว่า ได้ไปดัดฟันแฟชั่นและใส่อยู่หลายเดือนจนรู้สึกว่าเหงือกอักเสบจึงนำอุปกรณ์ออก จากนั้นก็พบว่าเมื่อแปรงฟันมีเลือดไหลออกมาอย่างต่อเนื่องจนกลบปาก เนื่องจากเหงือกอักสบ นอกจากนี้ ยังมีการอัดคลิปขณะแปรงฟันให้เห็นชัดๆ ว่า เลือดค่อยๆ ไหลออกมาระหว่างแปรงฟันจนเลือดกลบปากอีกด้วย 

หลังจากมีการเผยแพร่เรื่องดังกล่าว พบว่าในเฟซบุ๊กของเด็กหนุ่มรายนี้ มีกลุ่มผู้ขายเหล็กดัดฟัน อุปกรณ์ติดฟันเข้ามาโต้เถียงจำนวนมากว่า เกิดจากการไม่ดูแลรักษาฟันและใส่อย่างไม่ถูกของผู้จัดฟันเอง ไม่เกี่ยวกับอุปกรณ์แต่อย่างใด อย่างไรก็ตาม การจัดฟันนั้นถือเป็นสิ่งที่ต้องทำตามหลักการแพทย์ และทำโดยแพทย์อย่างถูกต้อง ซึ่งมีกฎหมายระบุไว้ชัดเจน เพื่อความปลอดภัยของประชาชน โดยที่ผ่านมากระทรวงสาธารณสุข มีการจับผู้ค้าอุปกรณ์จัดฟันปลอมอยู่อย่างต่อเนื่อง

ทั้งนี้ ทันตแพทย์ได้ระบุว่า การจัดฟันด้วยตัวเองนั้นเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ เพราะทันตแพทย์จัดฟันต้องมีความรู้เกี่ยวกับกายวิภาคศาสตร์ของช่องปากและฟัน ซึ่งเป็นเรื่องของโครงสร้างในช่องปาก กระดูกขากรรไกรและฟัน ต้องรู้ว่าการเคลื่อนฟันโดยไม่ทำให้เกิดอันตรายจะทำได้อย่างไร ฯลฯ เนื่องจากสภาพความผิดปกติของการสบฟันของแต่ละคนไม่เหมือนกัน ดังนั้น ต้องใช้วิธีการและเครื่องมือจัดฟันที่แตกต่างกันออกไป ซึ่งอันตรายมีโอกาสเกิดขึ้นได้ทุกขั้นตอน โดยเฉพาะลวดและยางที่มาใช้เคลื่อนฟัน ลวดจะทำให้เกิดแรงที่ไม่เท่ากัน ต้องใช้ในขั้นตอนที่ไม่เหมือนกัน รวมถึงยางด้วย ทุกอย่างทำให้เกิดผลข้างเคียงที่เราไม่ต้องการและทำให้เกิดอันตรายในการเคลื่อนฟันได้

คำเตือน คลิปอาจมีภาพไม่น่าดู

ที่มา>>>ข่าวสด

ฝนตกหนักภูเก็ตน้ำท่วมหมู่บ้านชาวเลฯราไวย์สูงกว่า 40 ซม.

 เมื่อวันที่ 19 ก.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ฝนที่ตกลงมาอย่างหนักตั้งแต่ช่วงเช้ามืดที่ผ่านมา ทำให้เกิดน้ำท่วมในจังหวัดภูเก็ตหลายจุด โดยเฉพาะบริเวณที่ถนนภายในหมู่บ้าน ชาวไทยใหม่ หรือชาวเลราไวย์ บริเวณหมู่ 2 ระหว่างซอยตาบวนกับซอยบ้านออก ตำบลราไวย์ อำเภอเมือง โดยระดับน้ำท่วมสูงกว่า 40 เซนติเมตร และไหลเข้าท่วมบ้านเรือนอีกครั้ง หลังจากที่ก่อนหน้าคือเมื่อ 12 ก.ค.ที่ผ่านมา น้ำได้ท่วมสูงต่อเนื่องเป็นเวลา 3 วัน เนื่องจากไม่มีทางระบายน้ำ หลังเกิดน้ำท่วมเมื่อชาวเลฯนำเครื่องสูบน้ำของทางเทศบาลตำบลราไวย์พร้อมไปติดตั้ง เพื่อสูบน้ำออกจากจุดน้ำท่วมให้ไหลลงสู่ทะเลอีกครั้งเพื่อแก้ปัญหา ส่วนพื้นที่อื่นๆ เช่นที่ปากซอย ทรายทอง ม.7 ต.กะทู้ เมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมามีน้ำท่วมผิวจราจรสูง ประมาณ 50 เซนติเมตร ซึ่งเส้นทางดังกล่าวเป็นทางเข้าออกทางเดียวของหมู่บ้าน ทำให้ชาวบ้านที่อาศัยอยู่ภายในซอย สัญจรไปมาด้วยความลำบาก

อย่างไรก็ตาม ในช่วงสายที่ผ่านมาฝนหยุดตก ทำให้หลายพื้นที่ที่มีน้ำท่วมขังลดระดับลงอย่างรวดเร็ว แต่ก็ต้องเฝ้าระวังต่อไปอีกครั้ง เนื่องจากศูนย์อุตุนิยมวิทยาภาคใต้ฝั่งตะวันตกแจ้งเตือนว่า ทะเลอันดามันและช่องแคบมะละกา มีเมฆเป็นส่วนมาก กับมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 70 ของพื้นที่ กับมีฝนตกหนักมากบางแห่ง ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 8-18 นอต หรือ 15-35 กม/ชม. ทะเลมีคลื่นสูง 1-2 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 2 เมตร

ที่มา>>>ข่าวสด

สาวงามมิสยูนิเวิร์สไทยแลนด์ 2016 ศึกษาวิถีอันดามัน ทำน้ำพริกกุ้งเสียบ เยือนปันหยี

เมื่อวันที่ 16 ก.ค. สาวงามผู้เข้าประกวด มิสยูนิเวิร์สไทยแลนด์ 2016  ทำกิจกรรมเก็บตัวเป็นวันที่ 4 ที่ จ .พังงา โดยเหล่าสาวงามเดินทางไปยังศูนย์ศึกษาศิลปกรรม วัฒนธรรมและประเพณีแห่งอันดามัน อ.เมืองพังงา เพื่อถ่ายทำวีทีอาร์ประชาสัมพันธ์แหล่งท่องเที่ยวของพังงา และเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์ที่ถ่ายทอดวิถีอันดามัน รวมถึงสาธิตและทดลองทำน้ำพริกกุ้งเสียบอาหารพื้นเมืองของชาวพังงา ในภาคบ่าย สาวงามทั้ง 40 คนก็ได้เดินทางไปถ่ายวีทีอาร์ประชาสัมพันธ์แหล่งท่องเที่ยวนอกชายฝั่ง ที่ อุทยานแห่งชาติอ่าวพังงา โดยไปลงเรือที่ท่าเทียบเรือบ้านท่าด่าน ต.เกาะปันหยี อ.เมืองพังงา และมุ่งหน้าสู่เกาะปันหยี ชมหมู่บ้านชาวเล วิถีชีวิตของชาวเกาะปันหยี พร้อมเยี่ยมชมสนามฟุตบอลลอยน้ำ ที่สร้างขึ้นด้วยใจที่อยากเล่นฟุตบอลของเด็กๆ ชาวเกาะปันหยี โดยได้รับการยกย่องจากสื่อต่างประเทศว่าเป็นสนามฟุตบอลที่สวยที่สุดในโลกจากนั้นสาวงามทั้ง 40  คน ได้เดินทางไปถ่ายวีทีอาร์ชุดว่ายน้ำ ที่เขาตาปู และเขาพิงกัน ซึ่งชุดว่ายน้ำของ กองประกวดมิสยูนิเวิร์สไทยแลนด์ 2016 น้องมะเหมี่ยว จุฑารัตน์ แก้วดอนไพร อายุ 24 ปี ผู้เข้าประกวดหมายเลข 11  เปิดเผยว่า ไม่เคยคิดว่าตัวเองจะมีโอกาสเป็นนางงามได้ กระทั้ง แนท อนิพรณ์ เฉลิมบูรณะวงศ์ มิสยูนิเวิร์สไทยแลนด์ 2015 เป็นนางงามผิวสีแทนได้รับตำแหน่ง จึงคิดว่าเราน่าจะมีโอกาสตามฝันที่อยากจะเป็นตัวแทนประเทศไทยไปประกวดมิสยูนิเวิร์ส“ก่อนมาประกวดมะเหมี่ยวได้เตรียมตัวหลายอย่างค่ะ ฝึกการพูด เพราะเป็นคนพูดไม่ค่อยเก่ง รวมทั้งการเดินแบบนางงาม ดูแลสุขภาพไม่ให้ป่วยง่าย จะทำให้เราพร้อมที่จะทำกิจกรรมได้อย่างสนุกและเต็มที่ค่ะ สำหรับคำว่านางงาม มะเหมี่ยวมองว่าต้องมีทัศนคติที่ดี มีจิตใจสาธารณะ พร้อมที่จะช่วยเหลือผู้อื่นอยู่เสมอค่ะ” ร้องมะเหมี่ยว เผยกิจกรรมเก็บตัวของเหล่าสาวงามมิสยูนิเวิร์สไทยแลนด์ 2016 ทั้ง 40 คน ที่จังหวัดพังงา จะเสร็จสิ้นในวันที่ 20 ก.ค. จากนั้นเหล่าสาวงามจะเดินทางกลับกรุงเทพฯ เพื่อเตรียมตัวสู่การประกวดรอบอุ่นเครื่อง ในวันที่ 21 ก.ค. เวลา 19.00-21.00 น. ที่ รอยัล พารากอนฮอลล์  และ  การประกวดฯรอบตัดสิน ในวันเสาร์ที่ 23 ก.ค. เวลา 19.00-21.00 น. ถ่ายทอดทาง ช่อง 3 ออริจินอล และช่อง 3 HD ตั้งแต่เวลา 22.45 น. หลังจบละครภาคค่ำ

ที่มา>>>ข่าวสด

เก๋งซิ่งชนดะ ชาวบ้านทนไม่ไหวรุมตามตื้บ เจอฝรั่งเมาแอ๋-แจ้งตร.เอาเรื่องชาวบ้าน

 เมื่อเวลา 04.30 น. วันที่ 16 ก.ค. พ.ต.อ.เสริม ขวัญนิมิตร ผกก.สภ.เชิงทะเล จ.ภูเก็ต ได้รับแจ้งจากนายสมชาย ชุมรักษ์ อายุ 52 ปี อยู่ ม.4 บ้านป่าสัก ต.เชิงทะเล อ.ถลาง ว่ามีนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติอยู่ในอาการมึนเมา ขับรถเก๋งเฉี่ยวชนชาวบ้านหลายราย แล้วนำรถไปจอดขวางถนนภายในป่าสักซอย 4 แล้วหนีเข้าไปในบ้านพัก ม.4 ต.เชิงทะเล จึงได้สั่งการให้ ร.ต.ท.สถาพร ทองเทพ รอง.สวป.พร้อมสายตรวจรุดไปตรวจสอบ ที่เกิดเหตุพบนายสมชาย ยืนรอเจ้าหน้าที่ตำรวจอยู่ข้างรถเก๋งฮอนด้า แจ๊ส สีบรอนซ์เทา ป้ายแดง ต 7219 กรุงเทพมหานคร ซึ่งจอดขวางถนนอยู่ สอบถามทราบว่า รถคันดังกล่าวเป็นชาวต่างชาติ ซึ่งอยู่ในอาการมึนเมา ก่อเหตุเฉี่ยวชนชาวบ้านหลายรายแล้วหลบหนีเข้าบ้านพักดังกล่าว จากนั้นเจ้าหน้าที่ได้กดกริ่ง บ้านพัก โดยมีชายชาวต่างชาติเดินออกมาเปิดประตู โดยอยู่ในอาการมึนเมา มีกลิ่นเหล้าคลุ้งและมีเลือดไหลบริเวณริมฝีปาก พร้อมกับหญิงสาวชาวไทย ทราบชื่อ คือ นายพอล วอคเกอร์ อายุ 39 ปี สัญชาติออสเตรเลีย จากนั้นนายพอล ชี้ให้เจ้าหน้าที่ตำรวจดูบาดแผลที่ริมฝีปาก พร้อมกับระบุว่าถูกชาวบ้านทำร้ายมา จากนั้น พ.ต.ท.สากล ไกรนรา สว.(สอบสวน) ได้ควบคุมตัวนายพอล พร้อมนำรถเก๋งคันดังกล่าวกลับไปยัง สภ.เชิงทะเล เพื่อตรวจสอบและสอบปากคำเพิ่มเติม ทั้งนี้จากการตรวจวัดแอลกอฮอล์ในร่างกายของนายพอล ปรากฏว่ามีปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือดสูงถึง 229 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์

จากการสอบสวนเบื้องต้นทราบว่า ก่อนเกิดเหตุ นายพอลได้ขับรถเก๋งคันดังกล่าวอยู่บริเวณหมู่ 4 บ้านป่าสัก ต.เชิงทะเล อ.ถลาง แล้วเฉี่ยวชาวบ้าน จากนั้นได้ขับหลบหนีกลับบ้านพัก โดยมีกลุ่มชาวบ้านติดตามมาจนพบ ต่อมานายสมชายได้เคาะกระจกรถ เพื่อต้องการให้นายพอลเปิดประตูลงไปพูดคุยกันเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น แต่นายพอลไม่ยอม จึงได้โทรศัพท์แจ้งตำรวจ ขณะที่นายพอลอ้างว่าถูกกลุ่มชาวบ้านทำร้ายร่างกายเช่นเดียวกัน

เบื้องต้นพนักงานสอบสวนแจ้งข้อหานายพอลขับรถไม่คำนึงถึงความปลอดภัยของผู้อื่นและขับรถในขณะเมาสุรา เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป ส่วนกรณีนายพอลอ้างว่าถูกทำร้ายร่างกาย เจ้าหน้าที่ตำรวจจะได้สอบสวนข้อเท็จจริงอีกครั้ง

เมื่อเวลา 04.30 น. วันที่ 16 ก.ค. พ.ต.อ.เสริม ขวัญนิมิตร ผกก.สภ.เชิงทะเล จ.ภูเก็ต ได้รับแจ้งจากนายสมชาย ชุมรักษ์ อายุ 52 ปี อยู่ ม.4 บ้านป่าสัก ต.เชิงทะเล อ.ถลาง ว่ามีนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติอยู่ในอาการมึนเมา ขับรถเก๋งเฉี่ยวชนชาวบ้านหลายราย แล้วนำรถไปจอดขวางถนนภายในป่าสักซอย 4 แล้วหนีเข้าไปในบ้านพัก ม.4 ต.เชิงทะเล จึงได้สั่งการให้ ร.ต.ท.สถาพร ทองเทพ รอง.สวป.พร้อมสายตรวจรุดไปตรวจสอบ

ที่เกิดเหตุพบนายสมชาย ยืนรอเจ้าหน้าที่ตำรวจอยู่ข้างรถเก๋งฮอนด้า แจ๊ส สีบรอนซ์เทา ป้ายแดง ต 7219 กรุงเทพมหานคร ซึ่งจอดขวางถนนอยู่ สอบถามทราบว่า รถคันดังกล่าวเป็นชาวต่างชาติ ซึ่งอยู่ในอาการมึนเมา ก่อเหตุเฉี่ยวชนชาวบ้านหลายรายแล้วหลบหนีเข้าบ้านพักดังกล่าว จากนั้นเจ้าหน้าที่ได้กดกริ่ง บ้านพัก โดยมีชายชาวต่างชาติเดินออกมาเปิดประตู โดยอยู่ในอาการมึนเมา มีกลิ่นเหล้าคลุ้งและมีเลือดไหลบริเวณริมฝีปาก พร้อมกับหญิงสาวชาวไทย ทราบชื่อ คือ นายพอล วอคเกอร์ อายุ 39 ปี สัญชาติออสเตรเลีย จากนั้นนายพอล ชี้ให้เจ้าหน้าที่ตำรวจดูบาดแผลที่ริมฝีปาก พร้อมกับระบุว่าถูกชาวบ้านทำร้ายมา

จากนั้น พ.ต.ท.สากล ไกรนรา สว.(สอบสวน) ได้ควบคุมตัวนายพอล พร้อมนำรถเก๋งคันดังกล่าวกลับไปยัง สภ.เชิงทะเล เพื่อตรวจสอบและสอบปากคำเพิ่มเติม ทั้งนี้จากการตรวจวัดแอลกอฮอล์ในร่างกายของนายพอล ปรากฏว่ามีปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือดสูงถึง 229 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์

จากการสอบสวนเบื้องต้นทราบว่า ก่อนเกิดเหตุ นายพอลได้ขับรถเก๋งคันดังกล่าวอยู่บริเวณหมู่ 4 บ้านป่าสัก ต.เชิงทะเล อ.ถลาง แล้วเฉี่ยวชาวบ้าน จากนั้นได้ขับหลบหนีกลับบ้านพัก โดยมีกลุ่มชาวบ้านติดตามมาจนพบ ต่อมานายสมชายได้เคาะกระจกรถ เพื่อต้องการให้นายพอลเปิดประตูลงไปพูดคุยกันเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น แต่นายพอลไม่ยอม จึงได้โทรศัพท์แจ้งตำรวจ ขณะที่นายพอลอ้างว่าถูกกลุ่มชาวบ้านทำร้ายร่างกายเช่นเดียวกัน

เบื้องต้นพนักงานสอบสวนแจ้งข้อหานายพอลขับรถไม่คำนึงถึงความปลอดภัยของผู้อื่นและขับรถในขณะเมาสุรา เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป ส่วนกรณีนายพอลอ้างว่าถูกทำร้ายร่างกาย เจ้าหน้าที่ตำรวจจะได้สอบสวนข้อเท็จจริงอีกครั้ง

ที่มา>>>ข่าวสด