สั่งผู้ค้าสนามบินดอนเมือง ลดค่าอาหาร ดีเดย์ 10 เม.ย. หลังพบว่าแพงเกิน

 * สั่งผู้ค้าสนามบินดอนเมือง ลดค่าอาหาร ดีเดย์ 10 เม.ย. หลังพบว่าแพงเกิน *

ราคาอาหาร สนามบินดอนเมือง

สั่งผู้ค้าสนามบินดอนเมือง ลดค่าอาหาร ดีเดย์ 10 เมษายนนี้ เป็นของขวัญรับสงกรานต์ หลังพบว่าราคาแพงเกิน บางเมนูพุ่งสูงถึงจานละ 159 บาท

เมื่อวันที่ 23 มีนาคม 2559 พล.อ. วิทวัส รชตะนันทน์ ผู้ตรวจการแผ่นดิน ได้ตรวจร้านค้าที่สนามบินดอนเมือง เกี่ยวกับกรณีสินค้าราคาแพง ก่อนที่จะเปิดเผยว่า ผลการตรวจสอบพบว่า อาหารเครื่องดื่มมีราคาสูงกว่าปกติจริง ซึ่งตนได้ขอให้บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ทอท. ให้ขอความร่วมมือร้านอาหารแบรนด์ดังและอาหารทั่วไป ลดราคาอาหารลง โดยเฉพาะจุดที่พักคอยของผู้โดยสาร และหน้าประตูก่อนเดินเข้าเครื่องบิน

สำหรับราคาที่เหมาะสมนั้น ตนมองว่า น่าจะอยู่ที่ประมาณ 50 บาท จากเดิมที่ตรวจสอบ ราคาสูงถึง 159 บาททีเดียว คาดว่า จะลดราคาได้ตั้งแต่วันที่ 10 เมษายนเป็นต้นไป เพื่อเป็นของขวัญวันปีใหม่ไทยแก่ประชาชนที่กลับภูมิลำเนา เหมือนกับการลดราคาน้ำดื่มภายในสนามบิน เมื่อวันที่ 20 มีนาคมที่ผ่านมา

อนึ่ง หากผู้ประกอบการไม่ทำตาม จะมีความผิดตามมาตรา 29 และ 41 ของกฎหมายกรมการค้าภายใน ที่ห้ามผู้ประกอบการขายสินค้าราคาสูงจนเกินไป บทลงโทษคือ ปรับไม่เกิน 140,000 บาท หรือจำคุก 7 ปี
ภาพจาก สปริงนิวส์

จีนติงไทยประจานนักท่องเที่ยวจีน ชี้บางครั้งไทยก็ไม่รู้ธรรมเนียมประเทศอื่น

 * จีนติงไทยประจานนักท่องเที่ยวจีน ชี้บางครั้งไทยก็ไม่รู้ธรรมเนียมประเทศอื่น *

จีนติงไทย

วิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี เผยทางการจีนติงไทยประจานพฤติกรรมนักท่องเที่ยวจีนที่วัดร่องขุ่น ชี้บางครั้งไทยก็ไม่รู้ธรรมเนียมประเทศอื่นเหมือนกัน

เมื่อวันที่ 23 มีนาคม 2559 นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กล่าวภายหลังนักธุรกิจจากประเทศจีนเข้าพบว่า กลุ่มที่เข้ามาพบนั้นเป็นบริษัทให้คำแนะนำ และที่ปรึกษาทางกฎหมายในการลงทุนที่ใหญ่ที่สุดในจีน ซึ่งจะเป็นเหมือนตัวกลางเชื่อมโยงบีโอไอ มีลูกค้าหลายหมื่นบริษัท และนักธุรกิจไทยที่ไปทำธุรกิจที่จีนก็ต้องไปพบเขา

และเมื่อวันที่ 22 มีนาคมที่ผ่านมา ก็ได้ไปเป็นสักขีพยานในการลงนามสัญญาการร่วมทุนและความร่วมมือพัฒนาธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ การท่องเที่ยวและวัฒนธรรมระหว่างไทยและจีน ซึ่งนำโดยนายหลู จิ้น ชิว ประธานสมาคมนักธุรกิจเชื้อสายจีนทั่วโลก และมีนักธุรกิจชั้นนำจากมณฑลต่าง ๆ ในจีนกว่า 30 ราย เข้ามาดูลู่ทางในการลงทุนที่พัทยา ภูเก็ต เชียงใหม่

จีนติงไทย

อย่างไรก็ตาม ทางการจีนได้ตัดพ้อต่อว่ามาพอสมควร ในกรณีที่ไทยบ่นเรื่องนักท่องเที่ยวจีนแสดงพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมในวัดร่องขุ่น จ.เชียงราย โดยยอมรับว่ามีบางพวกที่ไปทำอย่างนั้นจริง แต่ไม่ใช่เรื่องที่จะต้องมาประจาน เพราะบางทีคนไทยก็ไม่รู้ธรรมเนียมประเทศอื่นเหมือนกัน ส่วนที่มีการเผยแพร่ภาพนักท่องเที่ยวจีนแย่งกันตักกุ้งนั้น ส่วนนี้ไม่ว่ากัน เพราะในสังคมมีทั้งคนดีและไม่ดี

5 ข้อสังเกต ปมเครื่องดับเพลิง SCB Park จากอดีตนายกสถาปนิกฯ

 * 5 ข้อสังเกต ปมเครื่องดับเพลิง SCB Park จากอดีตนายกสถาปนิกฯ *

ดับเพลิง

อดีตนายกสมาคมสถาปนิกสยามฯ ตั้ง 5 ข้อสังเกตเหตุเครื่องดับเพลิง “SCB Park” ทำงานอัตโนมัติ

(14 มี.ค.) หลังจากเกิดกรณีเกี่ยวกับเครื่องดับเพลิงทำงานอัตโนมัติ ภายในอาคาร SCB Park ย่านรัชโยธิน เป็นเหตุทำให้มีผู้เสียชีวิต 10 คน นายยอดเยี่ยม เทพธรานนท์ อดีตนายกสมาคมสถาปนิกสยามในพระบรมราชูปถัมภ์ ได้โพสต์เฟซบุ๊กตั้งข้อสังเกต 5 ข้อ เกี่ยวกับโศกนาฏกรรมครั้งนี้

1. มีการก่อสร้างต่อเติมปรับปรุง “ห้องมั่นคง” ที่ชั้น B2 ของอาคาร และในการก่อสร้างนั้นมีประกายไฟเกิดขึ้น หรือมีฝุ่นละอองเกิดเป็นจำนวนมาก จึงทำให้ระบบดับเพลิงอัตโนมัติทำงานพ่นควันออกมา

2. ระบบดับเพลิงอัตโนมัตินั้นเป็นก๊าซ (สาร) ไพโรเจน (Pyrogen) ทำมีคุณภาพในการกำจัดออกซิเจน ทำให้บริเวณนั้น (ซึ่งมีคนงานจำนวนมาก) ขาด Oxygen ที่จะใช้หายใจ

3 เพราะการก่อสร้างอยู่ที่ชั้นใต้ดิน B2 ทำให้การระบายอากาศทำได้ยาก ไม่มีหน้าต่างเปิดสู่ภายนอก กลุ่มควันจึงลอยอยู่ในห้อง ไม่ออกไปไหน และออกซิเจนจากอากาศภายนอก ไม่สามารถเข้ามาในบริเวณนั้นได้ คนที่อยู่ภายในจึงยิ่งขาดอากาศหายใจ

4. การเข้าไปช่วยเหลือยากมาก เพราะสถานที่ใช้ระบบสแกนนิ้วมือในการเข้าไป (ซึ่งเป็นเรื่องปกติ) ทำให้ผู้เข้าไปช่วยเหลือเข้าไปช้า หรือเข้าไปไม่ได้ จนต้องมีการทุบรื้อประตูเข้าไปช่วย

5. เมื่ออากาศหายใจไม่มี คนเข้าไปช่วยไม่ได้ อากาศไม่ถ่ายเท มีสาร Pyrogen ทำลายออกซิเจนอยู่ คนไม่มีอากาศหายใจ จึงเสียชีวิต

อ่านเพิ่มเติม 5 ข้อสังเกต ปมเครื่องดับเพลิง SCB Park จากอดีตนายกสถาปนิกฯ

ฮีโร่รถบรรทุก เปิดใจ..แม้แต่สุนัขตัดหน้ารถก็ไม่กล้าชน เผยอาจตกงาน 2 เดือน

 * ฮีโร่รถบรรทุก เปิดใจ..แม้แต่สุนัขตัดหน้ารถก็ไม่กล้าชน เผยอาจตกงาน 2 เดือน *

รถบรรทุกหักหลบมอไซค์

กรณี นายประสิทธิ์ บุศย์สะสม อายุ 53 ปี โชเฟอร์รถบรรทุกพ่วง 18 ล้อ ที่หักหลบรถจักรยานยนต์ล้มข้างหน้า จนกระทั่งรถตัวเองลงข้างทางไปฟาดเสาไฟฟ้าและพลิกคว่ำ ทำให้เด็กชายวัยรุ่น 2 คนที่รถล้มอยู่ข้างหน้ารอดตายหวุดหวิด ตามคลิปจากกล้องหน้ารถที่มีการเผยแพร่ในโลกออนไลน์ และได้มีชาวสังคมออนไลน์พากันชื่นชมในการตัดสินใจเพียงเสี้ยววินาทีดังกล่าวเพื่อรักษาชีวิตผู้อื่น โดยไม่สนใจว่าตนเองจะเป็นอย่างไรนั้น

ล่าสุด (21 มีนาคม 2559) ในรายการ “ข่าวมื้อเช้า” ช่องเวิร์คพอยท์ หมายเลข 23 ได้สัมภาษณ์เปิดใจ นายประสิทธิ์ โดยเจ้าตัวเล่าว่า วันที่เกิดเหตุกำลังขับรถอยู่บนถนนพหลโยธินช่วง อ.วังน้อย จ.พระนครศรีอยุธยา มุ่งหน้าไป จ.สระบุรี ระหว่างทางสังเกตเห็นรถจักรยานยนต์ 2 คัน ขับตามหลังมาในลักษณะคล้ายขับแข่งกัน ก่อนที่รถจักรยานยนต์คันที่เกิดเหตุเร่งแซงรถตนเองขึ้นทางด้านขวาและขึ้นไปขับนำหน้า แต่คาดว่าถนนข้างหน้าคงเป็นลูกคลื่นทำให้รถจักรยานยนต์ที่มีเด็กชายวัยรุ่น 2 คนอายุประมาณ 15-16 ปี ขับขี่อยู่เกิดเสียหลักล้มลง

“นาทีนั้นไม่ได้คิดอะไร เพราะไม่ทันได้คิด แต่กระทืบเบรกก่อนแต่เบรกไม่อยู่จึงหักซ้ายลงข้างทาง ก่อนที่จะเกิดเหตุตามที่ปรากฏในคลิป ส่วนลูกพ่วงพลิกตะแคง แต่ส่วนหัวลากกลับขึ้นมาบนถนนอีกครั้ง จึงประคองพวงมาลัยไม่ให้ชนเด็กทั้ง 2” นายประสิทธิ์ ระบุ

รถบรรทุกหักหลบมอไซค์

โดยหลังเหตุการณ์เมื่อตั้งสติได้ลงมาดูสภาพรถแต่ปรากฏว่ารถจักรยานยนต์และเด็กทั้ง 2 คน ไม่อยู่ในที่เกิดเหตุแล้ว จากนั้นจึงโทรศัพท์แจ้งเถ้าแก่เจ้าของรถ และแจ้งประกันมาตรวจสอบ

อ่านเพิ่มเติม ฮีโร่รถบรรทุก เปิดใจ..แม้แต่สุนัขตัดหน้ารถก็ไม่กล้าชน เผยอาจตกงาน 2 เดือน

จวกยับ ! คลิปกระบะขับย้อนศร รถแวนหักหลบ เสียหลักพุ่งลงเกาะกลาง

 * จวกยับ ! คลิปกระบะขับย้อนศร รถแวนหักหลบ เสียหลักพุ่งลงเกาะกลาง *

คลิปกระบะขับย้อนศร

วิจารณ์ยับ ! คลิปคนขับรถกระบะขับย้อนศร ตัดหน้าแบบกะทันหัน ทำรถแวนเสียหลักพุ่งลงเกาะกลาง ชี้ความมักง่ายทำให้รถคันอื่นต้องมารับเคราะห์แทน ด้านตำรวจเร่งหาตัวคนขับรถกระบะมาลงโทษ

โลกออนไลน์กระหน่ำแชร์คลิปเหตุการณ์สุดระทึก ที่ผู้ใช้เฟซบุ๊ก Ta-Tery SibsamMesar เผยแพร่เมื่อวันที่ 19 มีนาคม 2559 โดยในคลิปดังกล่าวแสดงให้เห็นภาพที่เกิดขึ้นบนถนนเส้นร้อยเอ็ด-มหาสารคาม โดยภาพที่ปรากฏเป็นภาพเหตุการณ์ขณะที่รถแวนหักหลบรถกระบะ ซึ่งวิ่งตัดหน้ากะทันหัน ส่งผลให้รถแวนเสียหลักพุ่งลงเกาะกลางถนน ก่อนพลิกคว่ำหลายตลบ ซึ่งภายหลังที่คลิปดังกล่าวถูกเผยแพร่ออกไปก็มีหลาย ๆ คนที่เข้ามาตำหนิการกระทำของคนขับรถกระบะ เพราะต่างมองว่าความมักง่ายของคนบางคนกลับทำให้รถคันอื่นต้องมารับเคราะห์แทน

คลิปกระบะขับย้อนศร

ล่าสุด วันที่ 21 มีนาคม 2559 รายการเรื่องเล่าเช้านี้ ทางช่อง 3 นำเสนอความคืบหน้าว่า จากการสอบถามเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เมืองร้อยเอ็ด เปิดเผยว่า อุบัติเหตุที่เกิดขึ้นมีผู้ได้รับบาดเจ็บ 2 ราย คือ คนขับรถแวนและผู้โดยสารที่นั่งมาด้วยกัน ส่วนเรื่องคดีความนั้นยังอยู่ระหว่างการประสานขอภาพจากกล้องวงจรปิดในละแวกใกล้เคียงเพื่อนำมาใช้ในการดำเนินการติดตามรถกระบะคันก่อเหตุว่า เป็นรถกระบะของใคร และในวันเกิดเหตุใครเป็นคนขับ ทั้งนี้ คาดว่าจะรู้ตัวผู้ก่อเหตุในเร็ว ๆ นี้

เฟซบุ๊ก Ta-Tery SibsamMesar, morning-news.bectero.com

สรรพากร ไล่ทวงภาษีสมาคมฟุตบอล อึ้ง ค้างจ่าย 6 ปี 131 ล้าน

 * สรรพากร ไล่ทวงภาษีสมาคมฟุตบอล อึ้ง ค้างจ่าย 6 ปี 131 ล้าน *

ทวงภาษีสมาคมฟุตบอล

สรรพากร ไล่ทวงภาษีสมาคมฟุตบอล อึ้ง ตัวเลขพุ่งสูงถึง 131 ล้าน โดยสมาคมชุดเก่า อ้าง ไม่รู้ว่าต้องจด VAT ด้านชุดใหม่ สงสัย ทำไมต้องทวงที่ชุดนี้

เมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2559 ที่สมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทย สนามศุภชลาศัย มีการส่งมอบงานระหว่างผู้บริหารชุดเก่ากับชุดใหม่ ซึ่งมี พ.อ. วรวุฒิ ทองศรีงาม อดีตเลขาธิการสมาคมฯ เป็นตัวแทนส่งมอบแก่ พล.ต.ท. พิสัณห์ จุลดิลก เลขาธิการสมาคมฯ โดยสิ่งที่มอบนั้น ได้แก่ สมุดบัญชีเงินฝากออมทรัพย์, เงินฝากประจำธนาคารกสิกรไทยอย่างละ 1 เล่ม, โฉนดที่ดิน 3 ฉบับ, รถตู้โตโยต้า ไม่มีสมุดเล่มทะเบียน และงบการเงินปี 2557-2558 กับ ปี 2559 ถึงวันที่ 19 มีนาคม, เอกสารประกอบรายได้ค้างจ่าย, สัญญาต่าง ๆ

ด้านนายชนินทร์ แก่นหรัญ รองเลขาธิการ เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 18 มีนาคมที่ผ่านมาได้รับแจ้งจากกรมสรรพากรว่า สมาคมฟุตบอลค้างภาษีปี 2550-2555 จำนวน 131 ล้านบาท ส่วนปี 2556-2558 ยังไม่มีการแจ้ง จึงได้มาสอบถามผู้บริหารชุดเดิม ทำให้ทราบว่า พ.ต. ประชา ธรรมโชติ ผู้ตรวจสอบบัญชีสมาคมชุดเดิม เปิดเผยว่า เมื่อได้รับการสนับสนุนจากภาคส่วนต่าง ๆ จึงเข้าใจว่า เป็นเงินบริจาค ไม่ได้มีการจดภาษีมูลค่าเพิ่ม ฉะนั้นเรื่องนี้ไม่ต้องไปโต้แย้ง แต่ไปเจรจากับกรมสรรพากร น่าจะได้รับการลดหย่อน

นายชนินทร์ กล่าวต่อไปว่า ส่วนทางสรรพากร มองว่า เมื่อมีการเซ็นสัญญาและมีการตอบแทน ต้องมีการจดแวตด้วย ดังนั้น สมาคมชุดปัจจุบันต้องดำเนินการต่อ อย่างไรก็ดี ที่ตนไม่เข้าใจคือ ทำไมต้องมาแจ้งตอนสมาคมชุดนี้ แต่ทั้งหมดก็ไม่ได้หมายความว่า ยอมกับสรรพากร เพราะต้องเจรจาถึงที่มาที่ไป และอาจสู้ถึงชั้นศาลว่าต้องจ่ายหรือไม่ด้วย

ขณะที่ พล.ต.ท.พิสัณห์ กล่าวว่า เรื่องนี้จะอ้างว่าไม่รู้กฎหมายไม่ได้ ต้องไปไล่เบี้ยว่าเกิดข้อผิดพลาดตรงไหน และสมาคมได้ตั้งคณะกรรมการมาตรวจสอบเรื่องนี้แล้ว

สำหรับหนี้สินของสมาคมนั้นมี 16 ล้านบาท เมื่อรวมกับภาษีที่โดนทวง เท่ากับ 147 ล้านบาท และมีเงินในบัญชีเพียง 1 ล้านบาทเท่านั้น
ภาพจาก เฟซบุ๊ก Fair

ขอศาลออกหมายจับปมดับเพลิงไพโรเจน SCB Park แล้วกว่า 5 ราย

 * ขอศาลออกหมายจับปมดับเพลิงไพโรเจน SCB Park แล้วกว่า 5 ราย *

ลออกหมายจับ ไทยพาณิชย์

รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ระบุ ตำรวจขอศาลออกหมายจับปมดับเพลิง ไพโรเจนมรณะ SCB Park แล้วกว่า 5 ราย คาดได้ความชัดเจนบ่ายนี้

เมื่อวันที่ 18 มีนาคม 2559 ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ พลตำรวจตรี ทรงพล วัธนะชัย รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยความคืบหน้ากรณีระบบป้องกันอัคคีภัยไพโรเจน อาคารเอสซีบี ปาร์ค ทำงานอัตโนมัติ จนทำให้มีผู้เสียชีวิต จำนวน 8 ราย และได้รับบาดเจ็บอีกจำนวนมาก ว่า คดีดังกล่าวทาง พล.ต.ต. ศานิตย์ มหถาวร รรท.ผบช.น. ได้ให้ความสำคัญและลงไปตรวจสอบด้วยตนเอง ล่าสุดเจ้าหน้าที่ได้ยื่นหลักฐานเพื่อขอหมายจับผู้ต้องหาที่มีส่วนเกี่ยวข้องหรือกระทำการโดยประมาทจนเกิดอุบัติเหตุดังกล่าวขึ้นแล้ว จำนวน 4-5 ราย เพิ่มเติมจากหมายจับผู้บริหารบริษัท เมก้า แพลนเน็ต จำนวน 2 รายก่อนหน้านี้ คาดว่าในวันนี้ช่วงบ่ายน่าจะทราบว่าศาลจะอนุมัติหมายจับผู้ต้องหาทั้งหมดหรือไม่อย่างไร

ส่วนผู้ที่ถูกออกหมายจับจะเป็นใครหรือเกี่ยวข้องอย่างไรกับเรื่องดังกล่าวบ้างนั้น ขณะนี้ยังไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดได้ เนื่องจากต้องรอให้ศาลอนุมัติหมายจับเสียก่อน เพราะตำรวจต้องให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย แต่ในเบื้องต้นยืนยันว่าหากมีหลักฐานว่าผู้ใดเกี่ยวข้องจะต้องถูกดำเนินการตามกฎหมายอย่างแน่นอน

ยกย่องคนดี ลุงภารโรงควักเงินตัวเอง-ตระเวนซ่อมถนนหลวงในหมู่บ้าน

 * ยกย่องคนดี ลุงภารโรงควักเงินตัวเอง-ตระเวนซ่อมถนนหลวงในหมู่บ้าน *

ภารโรงควักเงินตัวเองซ่อมถนน

น่าชื่นชม ลุงภารโรงสุดเสียสละ ใช้เวลาว่างออกตระเวนซ่อมหลุม-บ่อ บนถนนภายในหมู่บ้าน โดยเป็นเงินจากอาชีพนักการภารโรง รายได้เดือนละ 9,000 บาท

วันที่ 16 มีนาคม 2559 ผู้สื่อข่าวรายงานเรื่องราวของ นายบัวลอย กินรินทร์ อยู่บ้านเลขที่ 36 หมู่ 8 บ้านหนองอุ่ม ต.นาสีนวน อ.กันทรวิชัย จ.มหาสารคาม คุณลุงจิตอาสาควักเงินส่วนตัวที่ได้จากการทำงานอาชีพเป็นนักการภารโรง โรงเรียนบ้านสมศรีมะแปบประชาบำรุง อ.กันทรวิชัย จ.มหาสารคาม ออกตระเวนซ่อมแซมพื้นผิวถนนที่เป็นหลุมเป็นบ่อในหมู่บ้าน โดยไม่หวังผลตอบแทน

ภารโรงควักเงินตัวเองซ่อมถนน

ทั้งนี้ ลุงบัวลอย จะออกตระเวนไปซ่อมถนนทุกวันโดยการขี่รถจักรยานยนต์ไปพร้อมกับอุปกรณ์ต่าง ๆ ทำอย่างนี้ไปเรื่อยจนกว่าจะเหนื่อยหรือมีสิ่งอื่นที่ต้องทำ ซึ่งบางวันที่ออกมาซ่อมถนนในช่วงเย็นก็มีติดลมทำเพลินไปจนถึงตี 2 ก็มี ซึ่งคุณลุงบอกว่า ตนชอบทำบุญมาก เคยไปปฏิบัติธรรมและตั้งโรงทานแจกอาหารฟรีก็หลายครั้งแล้ว ตนคิดเสมอว่าการทำสิ่งที่เป็นประโยชน์กับเพื่อนมนุษย์ให้มีความสะดวกสบายมีความสุขก็เป็นการทำบุญอย่างหนึ่ง

สำหรับเงินทุนทั้งหมดที่ใช้ในการซื้อข้าวของอุปกรณ์นั้นก็เป็นรายได้ของตัวเองจากอาชีพนักการภารโรง เดือนละ 9,000 บาท ซึ่งจะแบ่งเงินบางส่วนไปซื้อหิน และทราย ครั้งละประมาณ 1,000 บาท ส่วนปูน ซื้อถุงละ 110-130 บาท นอกจากนี้บางครั้งก็มีชาวบ้านที่อยากทำบุญก็มีบริจาคเงินมาบ้าง โดยตนนั้นทำแบบนี้มาราว ๆ 2 ปีแล้ว และยืนยันว่าจะทำต่อไปเรื่อย ๆ

ภาพจาก ทวิตเตอร์ @TNAMCOT

อุทยานฯ ภูหินร่องกล้า เตรียมตัดน้ำรีสอร์ทภูทับเบิก หลังน้ำแล้ง-ชาวบ้านเดือดร้อน

 * อุทยานฯ ภูหินร่องกล้า เตรียมตัดน้ำรีสอร์ทภูทับเบิก หลังน้ำแล้ง-ชาวบ้านเดือดร้อน *

ตัดน้ำรีสอร์ทภูทับเบิก

อุทยานฯ ภูหินร่องกล้า เตรียมตัดน้ำรีสอร์ทภูทับเบิก หลังน้ำแล้ง-ชาวบ้านเดือดร้อน เผยบอกก่อนล่วงหน้าเพื่อให้มีเวลาเตรียมตัว ชี้หากถึงกำหนดตรวจสอบพบท่อน้ำ จะทำการรื้อทิ้ง

วันนี้ (16 มีนาคม 2559) นายสุวรรณ ภานุนำภา หัวหน้าอุทยานแห่งชาติภูหินร่องกล้า เปิดเผยถึงกรณีที่โรงแรมรีสอร์ทภูทับเบิกได้ดึงน้ำจากพื้นที่เขตอุทยานฯ มาใช้ในกิจการว่า ตั้งแต่มีการจัดตั้งหมู่บ้านก็มีการดึงน้ำจากพื้นที่อุทยานฯ เพื่อการอุปโภค บริโภค ในชุมชน แต่หลังจากปี 2552 เมื่อมีโรงแรม รีสอร์ท ผุดขึ้นมากมาย และทางรีสอร์ทเหล่านี้ก็ได้ดึงน้ำจากฝายชุมชนมาใช้ ทำให้ชาวบ้านบางพื้นที่เดือดร้อนเรื่องแหล่งน้ำไม่เพียงพอ ขณะเดียวกันก็ยังมีเสียงสะท้อนว่า ทางอุทยานฯ ไปเอื้อประโยชน์ให้กิจการรีสอร์ทด้วย

ด้วยเหตุนี้ทางอุทยานฯ ได้รับนโยบายจากกรมป่าไม้ว่า จะไม่เอื้อน้ำให้รีสอร์ทอีกต่อไป เนื่องจากรีสอร์ททำให้แหล่งน้ำแห้งอย่างรวดเร็ว ขณะเดียวกันทางช่วงหลังรีสอร์ทก็ได้มีการเจาะน้ำบาดาลเพิ่มขึ้น ทำให้มีน้ำใช้ในกิจการตัวเองแล้ว โดยหลังจากนี้ทางอุทยานฯ จะเข้าตรวจสอบรีสอร์ทเหล่านี้ หากพบเห็นก็จะแจ้งให้ผู้ประกอบการรื้อท่อน้ำออก แต่จะให้คงไว้เฉพาะในส่วนของชุมชนและหมู่บ้าน ที่ยังใช้น้ำจากพื้นที่เขตอุทยานฯ ได้ตามปกติ

ขณะที่ นายชลธิศ สุรัสวดี อธิบดีกรมป่าไม้ ระบุว่า อยากแจ้งเตือนล่วงหน้าแก่ผู้ประกอบการรีสอร์ทก่อน ถึงแม้จะมีระเบียบกฎหมายกำกับก็ตาม เพื่อให้โอกาส แต่หากจู่ ๆ ไม่มีน้ำใช้และมีผู้พักอาศัยก็จะเกิดความลำบากได้ จึงให้เวลาเตรียมตัวอย่างน้อย 15-30 วัน เพื่อเตรียมแท็งก์เก็บกักน้ำ หากรายใดเหลือบ่ากว่าแรงก็จะพิจารณาเป็นรายกรณีต่อไป และจะแจ้งให้พื้นที่ชุมชนได้รับทราบด้วย

ภาพจาก Em7 / shutterstock.com

กสม.แถลงการณ์ ประณามโจรใต้ เรียกร้องเคารพเครื่องหมายสากลกาชาด

โจรใต้

กสม.ออกแถลงการณ์ ประณามโจรใต้ ละเมิดสิทธิมนุษยธรรมของผู้บาดเจ็บและผู้ป่วย และบุคลากรทางการแพทย์ พร้อมเรียกร้องเคารพเครื่องหมายสากลกาชาด

เมื่อวันที่ 14 มี.ค. 59 คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติออกแถลงการณ์ เรื่อง ขอประณามการละเมิดหลักการมนุษยธรรมและเรียกร้องให้เคารพเครื่องหมายกาชาด สถานพยาบาล การปฏิบัติหน้าที่ของบุคลากรทางการแพทย์และสิทธิของผู้บาดเจ็บและผู้ป่วย ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยมีรายละเอียดดังนี้

แถลงการณ์ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) เรื่อง ขอประณามการละเมิดหลักการมนุษยธรรมและเรียกร้องให้เคารพเครื่องหมายกาชาด สถานพยาบาล การปฏิบัติหน้าที่ของบุคลากรทางการแพทย์ และสิทธิของผู้บาดเจ็บและผู้ป่วยในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ในห้วงเวลาที่ผ่านมา คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ มีความกังวลต่อสถานการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้นในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ และได้ติดตามตรวจสอบสถานการณ์ที่เกิดขึ้นตลอดมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งการใช้ความรุนแรงต่อประชาชนผู้บริสุทธิ์ ด้วยอาวุธสงคราม และการกระทำที่ทารุณโหดร้าย ไร้มนุษยธรรม และป่าเถื่อน ซึ่งนอกจากจะก่อให้เกิดความสูญเสียต่อชีวิตและร่างกายของประชาชนผู้บริสุทธิ์แล้ว ยังเกิดความเศร้าสลดใจแก่ผู้ที่พบเห็น และสังคมโดยรวม

เมื่อวันที่ 13 มีนาคม 2559 ได้เกิดเหตุความรุนแรงหลายเหตุการณ์และต่อเนื่องหลายพื้นที่ในอำเภอเจาะไอร้อง จังหวัดนราธิวาส โดยเฉพาะอย่างยิ่งการบุกรุกเข้าไปภายในโรงพยาบาลเจาะไอร้อง และคุกคามบุคลากรของโรงพยาบาล รวมทั้งใช้อาคารในโรงพยาบาลเป็นที่มั่นในการยิงต่อสู้กับเจ้าหน้าที่ของรัฐซึ่งตั้งฐานอยู่ใกล้เคียง ดังปรากฏเป็นข่าวแล้วนั้น คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ซึ่งมีบทบาทและหน้าที่ในการส่งเสริมการเคารพและปฏิบัติตามหลักสิทธิมนุษยชน และปกป้องหลักการเคารพต่อสิทธิและเสรีภาพในชีวิตและร่างกายอันจะละเมิดมิได้ ขอประณามต่อพฤติกรรมดังกล่าว ที่ถือเป็นการละเมิดหลักการมนุษยธรรม ซึ่งเป็นกติกาสากลที่สังคมอารยะพึงยึดถือ เพราะแม้แต่ในภาวะสงครามทุกฝ่ายยังต้องเคารพเครื่องหมายกาชาด ซึ่งเป็นสัญลักษณ์สากล อันหมายถึง การให้ความช่วยเหลือด้านการแพทย์และมนุษยธรรมอย่างเป็นกลาง โดยไม่เลือกปฏิบัติ ตามกฎบัตรสหประชาชาติที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน (Geneva Convention 1949) ระบุอย่างชัดเจนว่า ต้องเปิดทางโล่ง สะดวก ปราศจากการขัดขวางใดๆ ต่อการรักษาพยาบาลผู้ป่วย ตลอดจนปกป้องประชาชนที่ไม่เกี่ยวข้องและไม่สามารถปกป้องตนเองได้ เช่น เด็ก ผู้ป่วย ผู้บาดเจ็บ และให้การคุ้มครองต่อสถานพยาบาลและบุคลากรทางการแพทย์ในการปฏิบัติหน้าที่

จากเหตุการณ์ดังกล่าว ทำให้บุคลากรทางการแพทย์ ผู้รักษาพยาบาลไม่สามารถช่วยเหลือ ดูแล รักษา และปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างเต็มที่ เกิดการหยุดชะงักในการให้บริการ การรักษาพยาบาลแก่ประชาชน สร้างความหวาดกลัวและความรู้สึกไม่ปลอดภัยในการปฏิบัติหน้าที่ ขณะเดียวกัน สิทธิของประชาชนที่จะได้รับการรักษาพยาบาล ตลอดจนผู้บาดเจ็บ ผู้ป่วย หรือ ผู้เข้ารับการรักษาตัวในสถานพยาบาล ถูกละเมิดอย่างร้ายแรง

ทั้งนี้ กสม. ขอเรียกร้อง และเสนอแนะให้ทุกภาคส่วนคำนึงและควรปฏิบัติ ดังนี้ 1. ขอให้ผู้ที่ก่อเหตุการณ์ความรุนแรงได้ยุติการกระทำในลักษณะข้างต้นที่ไร้มนุษยธรรม ผิดกฎหมาย และละเมิดสิทธิมนุษยชนในทันที พร้อมวิงวอนขอให้ประชาชนและเจ้าหน้าที่ของรัฐช่วยกันป้องกัน ยับยั้ง มิให้เกิดการกระทำการละเมิดต่อการรักษาพยาบาลอีกต่อไป และต้องเคารพเครื่องหมายกาชาด สถานพยาบาล การปฏิบัติหน้าที่เพื่อมนุษยธรรมของคณะแพทย์ และสิทธิของผู้บาดเจ็บและผู้ป่วย และขอวิงวอนให้ผู้เกี่ยวข้องได้โปรดคำนึงถึงประโยชน์ส่วนรวม โดยละเว้นการกระทำที่เป็นอุปสรรค ทั้งปวงต่อการดูแลผู้ป่วยและผู้บาดเจ็บทั้งในสถานพยาบาลและในที่เกิดเหตุ

2. รัฐบาลพึงหามาตรการที่เหมาะสม ในการคุ้มครองความปลอดภัยแก่ประชาชนผู้บริสุทธิ์ ซึ่งพึงได้รับการปกป้องและคุ้มครองจากเจ้าหน้าที่ของรัฐ เพื่อสร้างความมั่นใจและความรู้สึกปลอดภัยในชีวิต ร่างกาย ทรัพย์สิน และการดำรงชีวิตอย่างปกติสุข โดยร่วมมือกับประชาชนในพื้นที่ ในการสร้างระบบการดูแลรักษาความสงบเรียบร้อย การเฝ้าระวัง และการป้องกันเหตุการณ์ความรุนแรง

3. รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ควรเร่งนำตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษตามกระบวนการยุติธรรม พร้อมให้ความช่วยเหลือ เยียวยา ความเสียหาย อย่างรวดเร็วและเป็นธรรม ดำเนินการฟื้นฟูสภาพจิตใจของผู้ที่ได้รับผลกระทบและครอบครัวจากเหตุการณ์ดังกล่าว

ทั้งนี้ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ขอเป็นกำลังใจให้บุคลากรสาธารณสุข เจ้าหน้าที่ของรัฐ รวมถึงประชาชนในพื้นที่ และขอชื่นชมเจ้าหน้าที่ของรัฐที่มีความอดทน อดกลั้น ไม่ใช้กำลังตอบโต้เข้าไปในโรงพยาบาล กสม.จะติดตามสถานการณ์ ผลการปฏิบัติของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการให้ความช่วยเหลือเยียวยา และจะลงพื้นที่เพื่อตรวจสอบรายละเอียดเหตุการณ์ ตลอดจนให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ ที่เกี่ยวข้องโดยเร็วที่สุด เพื่อประสานการช่วยเหลือเยียวยาตามหลักเกณฑ์ต่อไป.

ที่มา>>>Thairath