เมย์ ไม่กลัวถูกขู่ฆ่า! เย้ยโรคจิตส่งรูปพวงหรีดแช่ง

เพื่อนข้าใครอย่าแตะ! หลังซุป ‘ตาร์สาว อั้ม—พัชราภา ไชยเชื้อ โดนโรคจิตป่วนในไอจี ทำเอาสาวเซ็กซี่ เมย์—พิชญ์นาฏ สาขากร เพื่อนซี้ เป็นเดือดเป็นร้อนแทน โดยร่วมวงสงครามโซเชียลโพสต์ภาพพวงหรีดแขวะคู่กรณีทันที ล่าสุดเจอ เมย์ มาร่วมพิธีบวงสรวงละครเรื่อง “หมอผี” ที่ PPTV เลยถามถึงภาพดังกล่าว ซึ่ง เมย์ เผยว่า “ก็ลงขำๆค่ะ เป็นช่วงที่พี่อั้ม-พัชราภาโดนคนบ้ามารบกวน แล้วเราก็คุยกันบ่อย คนนี้คงเห็นว่าเราเริ่มให้ข่าวว่าแจ้งตำรวจ และที่มีคนมาสัมภาษณ์ว่าเราก็ช่วยพี่เค้าอยู่ คิดว่าคนโรคจิตคนนั้นก็คงจะได้ตามข่าว ก็เลยมาก่อกวนเมย์ด้วยนิดนึง มีขู่ฆ่าพี่อั้มแล้วคนต่อไปจะต้องเป็นเมย์ แต่ตัวเมย์ไม่ได้กังวล คนพวกนี้เค้าไม่สบายมากกว่า แต่พี่อั้มคงไม่ไหวแล้ว และเราคุยกันตอนดึก ก็เลยรู้สึกหมั่นไส้ๆ เราก็เลยลงรูปไปแค่นั้นเอง ไม่มีอะไร” เราต้องระวังตัวเป็นพิเศษมั้ย เค้าขู่ฆ่าเราด้วยนะ? “ไม่นะ ตอนนี้เมย์ก็ไม่รู้ ทำไมใครเจอโรคจิตจะต้องโทร.หาเมย์ตลอด เมย์ไม่ได้เชี่ยวชาญด้านนี้หรอก แต่คงเพราะเราเคยเจอและมีเพื่อนสนิทเป็นตำรวจเยอะมากกว่า คิดว่าเดี๋ยวนี้โซเชียลมันไปไว แต่ไม่ใช่ว่าตามคนกระทำผิดไม่ได้”

เรื่องหัวใจล่ะ โสดมานานเลย? “เมย์ก็โสดมานาน จนรู้สึกว่าน่าจะหายากแล้ว เมย์ชิลมากขนาดที่ว่าสงกรานต์นี้วันที่ 13 เม.ย.ไปฝรั่งเศสกับเพื่อนๆที่มีครอบครัวมีสามีกันหมดเลย ก็มานั่งคิดอยู่ว่าแล้วเราจะไปทำไม แต่ตอนนี้ก็มีความสุขนะ โสดมานานแล้วก็ไม่ได้ต้องการอะไร ถ้าเจอก็ดีแต่ถ้าไม่เจอก็อยู่ได้” หนุ่มๆเข้ามาจีบเยอะไม่ใจอ่อนเหรอ? “เราอยากแต่งงานค่ะ อยากแต่งเฉพาะคนที่เราอยากแต่ง แล้วเราเป็นคนขี้เบื่อด้วยก็ไม่อยากทำร้ายจิตใจใคร ถ้ามันไม่ใช่ก็ขอเป็นเพื่อนกันก่อนดีกว่า” สเปกสูงขึ้นด้วยมั้ย? “ไม่นะ เมย์ไม่ได้ต้องการว่าจะต้องรวยหรือหล่อ แค่ใครซักคนที่เรารู้สึกว่าคุยได้เรื่อยๆ ไม่เบื่อ อยากคุยกับเค้าทุกวัน ก็ขอแค่นั้นเอง”.

ที่มา>>>Tharath

ตร.ชัยภูมิ จับกัญชากว่า 107 กก. คาด หวังปล่อยของช่วงสงกรานต์

ตร.สภ.ลาดใหญ่ ชัยภูมิ ตั้งด่าน จับกัญชากว่า 107 กก. มูลค่ากว่า 1.6 ล้านบาท ซุกถุงดำขนาดใหญ่ไว้ในกระท่อม ข้างทุ่งนา หวังปล่อยของช่วงสงกรานต์ จ่อขยายผลหาแก๊งคนร้าย

เมื่อวันที่ 6 เม.ย.59 เวลา 02.30 น. พ.ต.อ.เชษฐา เชยชุ่ม ผกก.สภ.ลาดใหญ่ รับแจ้งจาก นายสำเนียง หาญกุดตุ้ม กำนันหมู่ 4 ต.กุดตุ้ม อ.เมืองชัยภูมิ ว่า มีชาวบ้านพบรถกระบะสีดำ ไม่ใส่แผ่นป้ายทะเบียน มีผู้ชาย 2 คน ได้นำถุงดำขนาดใหญ่มาซุกไว้ใต้กระท่อม บริเวณข้างลำห้วยกุดเชือก ห่างจากถนนลาดยาง สายกุดตุ้ม-บ้านค่าย หลัก กม.ที่ 6-7 ประมาณ 1 กม. จึงได้สั่งการให้ พ.ต.ต.กิตติพัฒน์ คำรังษี สว. สอบสวน สภ.ลาดใหญ่ ร.ต.ท.ปราโมทย์ โฉมหาญ รอง สว.ป สภ.ลาดใหญ่ และชุดสืบสวนนำกำลังสนธิกับฝ่ายกำนันผู้ใหญ่บ้านชุด ชรบ. กุดตุ้ม เข้าพื้นที่ตรวจสอบอย่างละเอียด พบเป็นกัญชาอัดแท่งจำนวนมาก อยู่ในสภาพมีถุงดำพลาสติกห่อถุงกระสอบ และมีสกอตช์เทปพันไว้อย่างแน่นหนา จึงรีบรายงานผู้บังคับบัญชาให้ทราบ และนำไปเก็บรักษาเพื่อตรวจสอบขยายผลหาตัวผู้ร้ายรายนี้

ด้าน พ.ต.อ.เชษฐา เชยชุ่ม ผกก.สภ.ลาดใหญ่ กล่าวว่า ในช่วงนี้จังหวัดชัยภูมิ ได้ปล่อยแถวระดมกวาดล้างช่วงเทศกาลสงกรานต์ จึงมีการตั้งด่านเพื่อตรวจค้นผู้ที่จะฉวยโอกาสนำสิ่งผิดกฎหมายหรือยาเสพติดแอบเข้ามาในพื้นที่ โดยกรณีนี้ถือว่า เป็นผลงานประสบความสำเร็จ โดยน่าจะเป็นพ่อค้ารายใหญ่ที่ได้นำของผ่านมา แต่เจอด่าน สภ.ลาดใหญ่ จึงได้นำของมาพักเก็บไว้ เบื้องต้นทางเจ้าหน้าที่ได้ตรวจสอบของกลางพบเป็นกัญชาอัดแท่ง จำนวนแท่งละ 1 กก. กว่า 107 แท่ง น้ำหนักรวม 107 กก. มูลค่าจำนวนกว่า 1,600,000 บาท โดยการสืบสวนต่อไปก็จะได้ตรวจสอบกล้องวงจรปิดทุกเส้นทางที่ใช้สัญจรผ่านเส้นทางดังกล่าวนี้ด้วย และจะประสานทาง ตร. ปปส. เพื่อช่วยหาข้อมูล หลักฐานในเชิงลึกที่เกี่ยวพันกับกลุ่มคนร้ายรายนี้มาดำเนินคดีต่อไป.

ที่มา>>>Thairath

รัฐพิหารในอินเดีย ประกาศห้ามขาย-บริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์

(ภาพ: AFP)

ทางการรัฐพิหาร ในประเทศอินเดียประกาศห้ามขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ภายในรัฐอย่างเป็นทางการในวันอังคาร เพียงไม่กี่วันหลังจากประกาศห้ามขายสุราต้มเอง และได้รับการสนับสนุนดี…

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า รัฐพิหาร ทางตะวันออกของประเทศอินเดีย ประกาศห้ามขายและบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ภายในรัฐอย่างเต็มรูปแบบ เพียงไม่กี่วันหลังจากประกาศห้ามขายสุราต้มเองภายในรัฐ และเดิมวางแผนจะสั่งห้ามอย่างเต็มรูปแบบใน 6 เดือนข้างหน้า

อย่างไรก็ตาม นายนิติช กุมาร มุขมนตรีรัฐพิหาร ระบุว่าเขาเร่งกำหนดการให้เร็วขึ้นเนื่องจาก การห้ามขายสุราต้มเองได้รับการสนับสนุนอย่างดีมากตั้งแต่ 4 วันแรกหลังประกาศ จนรัฐบาลพร้อมที่จะห้ามขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์อย่างเต็มรูปแบบในทันที เพราะเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมสำหรับการเปลี่ยนแปลงสังคมในรัฐพิหาร

การตัดสินใจเร่งกำหนดการห้ามขายแอลกอฮอล์อย่างเต็มรูปแบบของนายกุมารได้รับเสียงสนับสนุนอย่างเป็นเอกฉันท์จากสมาชิกสภารัฐ 243 คน

ทั้งนี้ การห้ามขายแอลกอฮอล์ในรัฐพิหารได้รับแรงสนับสนุนจากประชาชนอย่างมากโดยเฉพาะผู้หญิง เนื่องจากพวกเธอเชื่อว่าการที่ผู้ชายดื่มแอลกอฮอล์เป็นสาเหตุทำให้เกิดความรุนแรงในครอบครัว, การคุกคาม รวมทั้งความยากจน แต่มาตรการนี้จะทำให้รัฐบาลท้องถิ่นสูญเสียรายได้จากภาษีที่เก็บจากเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เกือบ 5 หมื่นล้านรูปี

อนึ่ง นอกจากรัฐพิหารแล้ว ยังมีอีก 3 รัฐที่ห้ามขายแอลกอฮอล์อย่างสิ้นเชิงคือ รัฐคุชราต, รัฐนาคาแลนด์ และรัฐมณีปุระ

ที่มา>>>Thairath

ประกาศภัยแล้ง อ.เมืองนครศรีธรรมราช ผวจ. สั่งตามสถานการณ์-ช่วยเหลือ

จ.นครศรีธรรมราช ประกาศพื้นที่ภัยแล้งแล้ว 1 อำเภอ มีพื้นที่ประสบภัย 2 ตำบล ด้านพ่อเมือง สั่งติดตามสถานการณ์พื้นที่แล้งซ้ำซากและให้ความช่วยเหลือ พร้อมระดม จนท. ประชาชน ร่วมสร้างฝายชะลอ บริหารจัดการน้ำต้นทุน

เมื่อวันที่ 5 เม.ย. 59 นายพีระศักดิ์ หินเมืองเก่า ผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช เปิดเผยว่า หลังจากไม่มีฝนตกต่อเนื่องในพื้นที่ ทำให้อ่างเก็บน้ำและแหล่งน้ำตามคลองต่างๆ ตลอดจนแหล่งน้ำธรรมชาติมีระดับลดลง จ.นครศรีธรรมราช จึงได้ประกาศเขตการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน (ภัยแล้ง) จำนวน 1 อำเภอ คือ อ.เมืองนครศรีธรรมราช มีพื้นที่ประสบภัย 2 ตำบล คือ ต.ท่าเรือ และ ต.นาเคียน การให้ความช่วยเหลือขณะนี้ คือการแจกจ่ายน้ำอุปโภคบริโภค

ผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช กล่าวว่า จังหวัดได้กำหนดพื้นที่ติดตามสถานการณ์ในพื้นที่เกิดภัยแล้งซ้ำซากอย่างต่อเนื่องในพื้นที่ 15 อำเภอ คือ อ.หัวไทร อ.เฉลิมพระเกียรติ อ.พรหมคีรี อ.พิปูน อ.ลานสกา อ.ชะอวด อ.นาบอน อ.พระพรหม อ.นบพิตำ อ.ถ้ำพรรณรา อ.ปากพนัง อ.เมืองนครศรีธรรมราช อ.ทุ่งใหญ่ อ.ทุ่งสง และ อ.เชียรใหญ่ ซึ่งขณะนี้ได้จัดตั้งศูนย์บัญชาการเหตุการณ์ป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยแล้งประจำปี 59 แล้ว พร้อมมีการมอบหมายภารกิจแก่หน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องติดตามสถานการณ์และการให้ความช่วยเหลือในด้านต่างๆ 8 ด้าน

นอกจากนี้ ยังระดมเจ้าหน้าที่ของที่ทำการปกครองอำเภอ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ผู้นำท้องที่ ชุมชน ประชาชนในพื้นที่ และอาสาสมัคร สร้างฝายชะลอน้ำ ทำนบกั้นน้ำ ในแหล่งน้ำธรรมชาติ การขุดบ่อน้ำตื้น ขุดเจาะบ่อบาดาล เพื่อการบริหารจัดการน้ำต้นทุน โดยจังหวัดสนับสนุนงบประมาณและใช้งบประมาณบางส่วนขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง.

ที่มา>>>Thairath

อะไรจะง่ายขนาดนั้น ! รวมวิธี ‘พิชิตความเครียด’ ในที่ทำงาน !

ทำงานอาทิตย์ละ 5-6 วันไม่พอ บางวันยังต้องรู้สึกกดดันแบบสุดๆ ทั้งกับเจ้านาย หรือแม้กระทั่งเพื่อนร่วมงานด้วยกันเอง แน่นอนว่ามันก็ต้องมีความเครียด (สะสม) อาจพ่วงมาด้วยปวดหัวไมเกรนกันบ้าง แล้วจะทำยังไงดีล่ะ ? วันนี้ ไทยรัฐออนไลน์ประชุมกันสรุปรวบยอดได้ 4 ทางออกง่ายๆ มาฝากกัน รับประกันว่ามันจะสลายความเครียดต่างๆ ให้หายเป็นปลิดทิ้งเลยล่ะ !

เปลี่ยนซะ มองเรื่องแย่ๆ ในมุมใหม่กิ๊กซะบ้าง 

ก็เหมือนการเปลี่ยนมุมมองของคุณซะใหม่นั่นแหละ ไม่ต้องไปกดดันมันทุกเรื่อง จำไว้ว่า “อาวุธสำหรับต่อกรกับความเครียดที่ดีที่สุด นั่นก็คือ มุมมองของคนเราในการเลือกว่าจะคิดแบบไหน” คุณอย่ามองข้ามพลังของความคิดบวกเป็นอันขาด ไม่ใช่ว่าโดนกดดันนิด หรือโดนด่าหน่อย ก็ต้องหดหู่ เศร้าใจ หรือสิ้นหวัง แต่คุณลองผลักดันสิ่งเหล่านั้นให้ออกมาเป็นพลังบวกดูสิ ในทางกลับกัน หากความคิดคุณติดลบ นั่นจะพลอยทำให้ความมั่นคงทางจิตใจสั่นคลอน และความเครียดจะจู่โจมได้มากขึ้น

ฉะนั้นแล้วจะสุขหรือจะทุกข์ คุณสามารถเลือกได้จากความคิด อยู่ที่ว่าคุณจะมองมุมไหน อย่างไร … ลองดูสิ แล้วชีวิตคุณจะมีแต่เรื่องดีๆ ที่ไม่แย่เกินไป !ระบายให้เพื่อนๆ ฟังบ้าง จะได้ไม่เครียดเกินไป

หากระโถนท้องพระโรง ระบายให้เพื่อนๆ หรือครอบครัวฟังบ้าง
อย่าเก็บความเครียดไว้คนเดียว เพราะนั่นอาจส่งผลให้คุณเครียด และกดดันตัวเองมากกว่าเดิม มีผลวิจัยของการสแกนสมอง ชี้ชัดว่าเมื่อคนเรารู้สึกเจ็บปวดทางใจ และทางกาย วงจรในสมองส่วนเดียวจะสว่างขึ้น ทว่าเมื่อเจ้าตัวได้รับความช่วยเหลือจากคนรอบข้างในชีวิตประจำวัน วงจรนั้นจะเริ่มทำงานช้าลง นั่นจึงเป็นเหตุผลว่า ทำไมคุณจึงควรหาเพื่อนที่ดีไว้สักคน (หรือคนในครอบครัวก็ดี) เพื่อปรับทุกข์ หรือขอคำปรึกษาในเรื่องต่างๆ คนรอบข้างตัวคุณเหล่านี้จะช่วยคลายความกังวลให้คุณไม่มากก็น้อยอย่าจมอยู่กับตัวเอง คิดในแง่บวกเข้าไว้ !

คิดบวกซะบ้าง นึกถึงแต่เรื่องดีๆ

ใช่ว่าพอโดนกดดัน โดนด่า หรือเครียดมากๆ ทุกอย่างรอบๆ ตัวจะต้องดูหดหู่ น่าเบื่อซะเมื่อไร คุณลองคิดถึงเรื่องดีๆ เข้าไว้สิ อย่างเช่น เมื่อผลงานของคุณสำเร็จ หัวหน้าจะชื่มชมคุณอย่างไร เขาอาจจะไว้วางใจคุณให้ทำเรื่องยากๆ หรือโปรเจกต์ใหญ่ๆ ก็ได้ อย่าไปคิดว่าชีวิตนี้คุณจะไม่เจอเรื่องดีๆ เลย อย่างน้อยก็น่าจะเจอเรื่องดีๆ บ้างในแต่ละวัน มองทุกอย่างบวกเข้าไว้ แล้วมันจะเป็นแรงผลักดันให้คุณก้าวไปข้างหน้า

จำไว้ว่า อย่าจมอยู่กับตัวเอง และปล่อยให้ความเครียดเปลี่ยนตัวคุณให้กลายเป็นมลพิษต่อคนรอบข้าง แบบนี้นอกจากมันจะไม่เวิร์กแล้ว ยังส่งผลให้ทุกอย่างแย่ลงไปอีกด้วยนะ … ชีวิตยังมีแง่มุมที่สวยงาม คิดบวกเข้าไว้ เชื่อสิแค่นี้ก็ทำให้คุณยิ้มได้แล้ว !จ็อกกิ้งเบาๆ ช่วยลดความเครียดได้

เสียเหงื่อลดเครียด

วิธีสุดท้าย และสุดเวิร์ก ที่ไม่เพียงแต่คุณจะหายเครียด (เห็นผลทันที) ทว่ายังช่วยเฟิร์มร่างกายให้แข็งแรงอย่างเฮลตี้-ได้สุขภาพที่ดีเป็นของแถม คุณรู้ไหมว่าการออกกำลังกายมีส่วนช่วยลดระดับความเครียด และเพิ่มความเติบโตของเซลล์สมองใหม่ๆ ได้ ฉะนั้นทางที่ดี แม้คุณจะเหนื่อยล้าจากการทำงาน แต่คุณก็ไม่ควรนอนหลับไปพร้อมกับความเครียดในแต่ละวัน เราแนะนำว่าคุณควรหมั่นออกกำลังกายเบาๆ เป็นประจำทุกวัน หลังเลิกงาน อย่างน้อย 1 ชม. ไม่ว่าจะเป็น จ็อกกิ้ง ปั่นจักรยานชิลๆ หรือว่ายน้ำก็ดี นอกจากความเครียดสะสมจะหายไป ได้ผ่อนคลายสมองหลังจากใช้งานมาอย่างหนักทั้งวันแล้ว หุ่นของคุณยังเฟิร์มเป๊ะขึ้น ตลอดจนยังช่วยให้คุณนอนหลับสบายแบบเต็มที่ตลอดคืนด้วย.

ที่มา>>>Thairath

ชาวไทยเชื้อสายจีนเบตงไหว้บรรพบุรุษช่วงเทศกาลเชงเม้ง

เบตง ชาวไทยเชื้อสายจีนจำนวนมาก นำลูกหลานกราบไหว้บรรพบุรุษ ในช่วงเทศกาลเชงเม้ง สุสานจีนคึกคัก เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยเข้มงวด

วันที่ 4 เม.ย. ที่สุสานจีนบ้าน กม.4 หมู่ 2 ต.ตาเนาะแมเราะ อ.เบตง จ.ยะลา ในช่วงเทศกาลเชงเม้ง บรรยากาศการไหว้บรรพบุรุษของพี่น้องชาวไทยเชื้อสายจีนเป็นไปอย่างคึกคัก ตั้งแต่ช่วงเช้าที่ผ่านมา มีประชาชนชาวไทยเชื้อสายจีนทั้งใน อ.เบตง และญาติพี่น้องจากต่างจังหวัด ทยอยเดินทางมายังสุสานเพื่อมาทำความสะอาดสุสาน และนำเครื่องเซ่นไหว้ต่างๆ เช่น อาหารคาวหวาน พร้อมทั้งเผากระดาษเงิน กระดาษทอง มากราบไหว้บรรพบุรุษที่บริเวณหน้าหลุมฝังศพ เพื่อรำลึกถึงคุณงามความดีของบรรพบุรุษที่ล่วงลับไปแล้วตามประเพณีของชาวจีน

โดยปกติทุกปีวันเชงเม้งจะเงียบเหงา เพราะในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ยังคงเกิดความไม่สงบ ทำให้ทุกคนเกิดความหวาดระแวง หวาดกลัว ไม่เชื่อมั่นในความปลอดภัยในการเดินทาง แต่ปีนี้กลับคึกคักมากกว่าปีที่ผ่านๆ มา เพราะลูกหลานชาวอำเภอเบตงเชื้อสายจีนที่อยู่ในจังหวัดต่างๆ เดินทางกลับมากราบไหว้บรรพบุรุษ และพบปะญาติพี่น้องกันเป็นจำนวนมาก ทั้งนี้ เพราะอำเภอเบตงสงบประชาชนอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข และเชื่อมั่นในการดูแลรักษาความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่มากขึ้น

ด้านการรักษาความปลอดภัย เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เบตง ทหารพราน33 อส.อำเภอเบตง ได้จัดกำลังดูแลรักษาความปลอดภัย พร้อมทั้งอำนวยความสะดวกด้านการจราจร ตามสุสานจีนต่างๆ ถนนหนทาง แหล่งท่องเที่ยวในพื้นที่ ไม่ว่าจะเป็นบ่อน้ำร้อน สวนไม้ดอกเมืองหนาว และร้านอาหาร ที่มีคนไทยเชื้อสายจีนเดินทางไปท่องเที่ยว และ รับประทานอาหารกันแบบครอบครัว หลังจากกราบไหว้บรรพบุรุษเรียบร้อยแล้ว ซึ่งถือว่าเป็นวันพบปะญาติพี่น้องในรอบหนึ่งปีด้วย

ที่มา>>>Thairath

พระมรณภาพคากุฏิ บ่นอาพาธหลายโรค คาดหัวใจวาย

พระสงฆ์เมืองหนองบัวลำภู คว่ำหน้ามรณภาพในกุฏิ พบมีการอาเจียนบนพื้น คาดหัวใจล้มเหลว ด้านพระกุฏิข้างเคียงเผย บ่นอาพาธหลายโรคก่อนแยกย้ายจำวัด

เมื่อเวลา 07.00 น. วันที่ 4 เม.ย. 59 พ.ต.ต.นิรันดร์ ปัสสาโท สว.สส.สภ.เมืองหนองบัวลำภู ได้รับแจ้งจากศูนย์วิทยุว่า พบพระสงฆ์มรณภาพอยู่ในกุฏิ วัดมหาชัย ต.ลำภู อ.เมืองหนองบัวลำภู จึงประสานแพทย์เวร รพ.หนองบัวลำภู กู้ภัยคุณธรรมหนองบัวลำภู และเจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐาน ไปตรวจสอบที่เกิดเหตุ เมื่อไปถึงที่กุฏิ 2 ชั้น ชั้นบนเป็นห้องเก็บของ ชั้นล่างเป็นห้องเกิดเหตุ พบ พระเผด็จ กันตธรรมโม อายุ 58 ปี ภูมิลำเนาบ้านเลขที่ 38 หมู่ 1 ต.ชมภูพร อ.ศรีวิไล จ.บึงกาฬ นอนคว่ำหน้ามรณภาพในกุฏิ ปัสสาวะเปื้อนสบง และมีร่องรอยการอาเจียนบนพื้น ตรวจร่างกายไม่พบบาดแผลหรือถูกทำร้าย สภาพกุฏิไม่มีร่องรอยการรื้อค้น ปิดหน้าต่างมิดชิด แต่เปิดพัดลมและโทรทัศน์ทิ้งไว้

จากการสอบถาม พระเจด็จ พุทธสาโร อายุ 40 ปี ซึ่งพักอยู่ในกุฏิใกล้กัน ให้การว่า เมื่อหัวค่ำวันที่ 3 เม.ย. ยังได้พูดคุยกันที่หน้ากุฏิของ พระเผด็จ ซึ่ง พระเผด็จ บ่นเรื่องอาพาธ มีโรคประจำตัวหลายโรค ทั้งความดัน เบาหวาน จากนั้นเวลาประมาณ 20.00 น. แยกย้ายกันจำวัด ต่อมาเวลา 04.00 น. เตรียมตัวไปบิณฑบาต แต่ไม่พบ พระเผด็จ จึงได้ไปสรงน้ำรอ กระทั่งเวลา 05.00 น. ก็ยังไม่เห็น เรียกหลายครั้งไม่มีเสียงตอบจึงส่องรูหน้าต่างดู พบว่านอนคว่ำหน้าอยู่จึงรีบงัดประตูกุฏิเข้าไป จนทราบว่า พระเผด็จ มรณภาพแล้ว จากนั้นแจ้งเจ้าอาวาส และโทรศัพท์แจ้งตำรวจดังกล่าว

เบื้องต้น เชื่อว่า พระเผด็จ มรณภาพจากอาการหัวใจล้มเหลว โดยจะเก็บร่างไว้ที่ วัดมหาชัย เพื่อแจ้งญาติของ พระเผด็จ ให้ทราบ และดำเนินการตามพิธีทางศาสนาต่อไป.

ที่มา>>>Thairath

อันดามันประกาศปิดอ่าววันแรก เข้าสู่ฤดูสัตว์น้ำวางไข่

อันดามันประกาศปิดอ่าววันแรก เข้าสู่ฤดูสัตว์น้ำวางไข่ เรือใหญ่จอดขึ้นปลาที่ท่าตามปกติ ส่วนเรืออวนครอบปลากะตักขนาดเล็ก ทยอยจอดลอยลำ เจ้าของเรือโอดต้องกู้หนี้เพิ่ม อุ้มแรงงานช่วงหยุดเรือ

จากกรณีที่มีการประกาศใช้มาตรการบริหารทรัพยากรสัตว์น้ำ ในฤดูปลาที่มีไข่และวางไข่เลี้ยงลูก ประกาศปิดอ่าวฝั่งอันดามัน เป็นระยะเวลา 3 เดือน ระหว่างวันที่ 1 เม.ย.-30 มิ.ย.ในอาณาเขตพื้นที่ 4,696 ตารางกิโลเมตร ครอบคลุมพื้นที่บางส่วนใน 4 จังหวัด คือ จ.ภูเก็ต จ.พังงา จ.กระบี่ และ จ.ตรัง ซึ่งกำหนดห้ามใช้เครื่องมือในการทำประมงบางชนิด ที่ส่งผลกระทบต่อการขยายพันธุ์ของทรัพยากรสัตว์น้ำวัยอ่อน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ปลาทู ซึ่งเป็นสัตว์น้ำที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจของประเทศ
สำหรับบรรยากาศวันแรก ในการประกาศใช้มาตรการปิดอ่าวบริเวณท่าเทียบเรือองค์การสะพานปลาภูเก็ต ต.รัษฎา อ.เมือง จ.ภูเก็ต เมื่อวันที่ 1 เม.ย. 59 พบว่า ยังมีเรือประมงจำนวนมาก เข้าจอดเทียบท่า นำปลาขึ้นยังท่าตามปกติ ขณะเดียวกันพบว่า มีเรือประมงขนาดเล็กเข้าจอดลอยลำในท่าเพิ่มมากขึ้น

จากการสอบถาม นางกาญจนา หลิมพานิชย์ ผู้ประกอบการเรือประมงอวนดำ กล่าวว่า จากมาตรการดังกล่าวนั้น ไม่กระทบกับเรือประมงขนาดใหญ่ เพราะออกไปจับปลาบริเวณนอกอ่าวในจุดที่น้ำลึก และเห็นด้วยที่ออกมาตรการนี้มา ซึ่งเป็นผลดีต่อการวางไข่ของปลา แต่มีเรือเล็กจำนวนไม่น้อยที่ได้รับผลกระทบ เพราะหาปลาในบริเวณน้ำตื้น ของตนเองมีเรือขนาดเล็กก็นำจอดเข้าฝั่งไม่ออกจับปลาตามมาตรการ

ด้านนายสมชาย แก้วสีเหลือง อายุ 50 ปี ผู้ประกอบการเรือประมงอวนครอบปลากะตัก กล่าวว่า ตนเองและเพื่อนๆ ชาวประมงหลายราย ที่มีเรือประมงอวนครอบปลากะตักขนาดเล็ก ขนาด 20-30 ตันกรอส นั้นได้รับผลกระทบ เพราะไม่สามารถจับปลาในบริเวณใกล้อ่าวได้ ต้องหยุดเรือและนำเข้าจอดลอยลำ เนื่องจากเรือขนาดเล็กนั้นไม่สามารถออกไปบริเวณน้ำลึกได้นาน เพราะหากมีคลื่นลมแรง จะไม่สามารถจับปลาได้ ทั้งนี้ ในส่วนของทะเลอันดามันนั้น มีน้ำลึกและคลื่นลมแปรปรวนกว่าฝั่งอ่าวไทย ทำให้มีหลายรายที่ต้องหยุดทำประมง ไม่มีรายได้ แต่ก็ต้องเคารพในมาตรการของทางภาครัฐ อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการประมงหลายประเภทยังกังวล เรื่องมาตรการใหม่ที่ภาครัฐเพิ่งออก และเริ่มบังคับใช้ ทั้งในส่วนของการขึ้นทะเบียนแรงงานต่างด้าว ที่ประกอบอาชีพประมง 2 ปี ซึ่งนายจ้างจะต้องจ่ายค่าขึ้นทะเบียนแรงงานเกือบ 7 พันบาท ต่อแรงงาน 1 คน แต่แรงงานที่ขึ้นทะเบียนมักละเมิดหรือผิดสัญญา หนีงาน ไม่สามารถออกเรือจับปลาได้ และอีก 1 มาตรการที่กังวล คือ มาตรการควบคุมเรือที่ออกทำประมงได้ไม่เกิน 205 วันต่อปี ซึ่งเฉลี่ยเดือนละ 13 วัน ทำให้ต้องแบกรับค่าใช้จ่ายด้านแรงงานสูง เกิดการกู้หนี้ยืมสินมาหมุนเวียนจนรายได้ติดลบ อยากให้ทางภาครัฐเข้ามาดูแลเยียวยา ก่อนที่ผู้ประกอบการจะแบกรับภาระไม่ไหวจนต้องขายเรือทิ้ง.

ที่มา>>>Thairath

3 คู่บู๊หนักก่อนซึ้ง ปิดฉาก ‘ทอง10’

ปิดฉากละครบู๊ “ทอง 10” ผู้กำกับมือขั้นเทพ ฉลอง ภักดีวิจิตร ขอทิ้งทวนจัดหนักจัดเต็มทุกฉากทั้งบนบกและใต้น้ำ รวมทั้งฉากกุ๊กกิ๊กน่ารักของพระ-นางทั้ง 3 คู่

ถ่ายทำที่วัดถ้ำปลา สระบุรี แม้โลเกชั่นไม่โรแมนติกแต่ทุกคนก็เล่นได้ถึงอารมณ์ ก่อนถ่ายทำฉากแฮปปี้ ถ่ายทำฉากต่อสู้ในถ้ำก่อนค่อยย้ายกองมาถ่ายทำที่หน้าถ้ำ ทั้ง ภูผา (เอก รังสิโรจน์) นำทาง คิน (กอล์ฟ อนุวัฒน์) เพียงมาศ (เจด้า ศรัณย่า) เคียวโกะ (มะนาว ศรศิลป์) และ กะยอ (ปาแปง พรหมพิริยะ) ออกมาได้เจอ มดแดง (แอล กมลวรรณ) นั่งร้องไห้รอทุกคน เลยดีอกดีใจกอดกันยกใหญ่ ถ่ายจริง กอล์ฟ เอก เจด้า มะนาว ปาแปง อัดกันอยู่ในซอกหินเล็กๆออกมาเจอ แอล ได้กอดกัน ผ่านฉลุยเพราะถ่ายทำใกล้จบเหลือคิวอีกวันเดียว หลังถ่ายทำร่วมกันมา 14 เดือนเต็ม ทุกคนเลยรู้สึกผูกพันยิ่งเล่นยิ่งอิน!!หน้าจอจะอวสานแบบไหน ติดตามคืนนี้ ทางช่อง 7.

ที่มา>>>Thairath

เหลือเพียบ! แม่ค้าโคราช-อ่างทองครวญ ลอตเตอรี่งวดนี้ขายไม่ดี

เงียบเหงา!! บรรยากาศวันหวยออก แผงค้าลอตเตอรี่ทั้ง จ.โคราช-จ.อ่างทอง แห่ลดราคาให้ลูกค้า แม่ค้าบ่นขายไม่ดี เหลือเพียบ ขณะที่เลขดังทะเบียนรถนายกฯ ประยุทธ์ กลับขายดีเกลี้ยงทุกแผง…

เมื่อวันที่ 1 เม.ย. 59 ที่ จ.นครราชสีมา ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การจำหน่ายสลากกินแบ่งรัฐบาล หรือ ลอตเตอรี่ ตั้งแต่ช่วงเช้าบรรยากาศตามที่บริเวณถนนจอมพล ด้านหลังอนุสาวรีย์ท้าวสุรนารี เขตเทศบาลนครนครราชสีมา ซึ่งเป็นแหล่งจำหน่ายสลากกินแบ่งรัฐบาลที่ใหญ่ที่สุดของจังหวัด มีกว่า 100 แผง พบว่าหลายแผงยังคงมีสลากเหลือในแผงอยู่เป็นจำนวนมาก แต่ผู้ค้าสลากส่วนใหญ่หลายรายยังคงติดป้ายราคาอยู่ที่ 80 บาท แต่ถ้าซื้อ 2 ใบได้รับลดราคาเหลือจำนวน 150 บาท และมีเพียง 10 รายที่ต้องพากันติดป้ายลดราคาสลากเหลือฉบับละ 75 บาท ทำให้ขายดิบขายดีใกล้จะหมดแผงเร็วกว่าแผงอื่นๆ อย่างไรก็ตาม ผู้ค้าเตรียมป้ายราคา 70-75 บาท ไว้ในช่วงบ่ายก่อนจะออกรางวัล เนื่องจากรู้ดีว่าลอตเตอรี่ในงวดนี้เหลือมากกว่าทุกงวด

ชาวบ้านซื้อลอตเตอรี่ในวันหวย ออก 1 เม.ย. 2559

ส่วนเลขดังเป็นเลขป้ายทะเบียนรถเบนซ์ 2 คันของนายกรัฐมนตรี คือ เลข 29 ปรากฏว่ามีพี่น้องประชาชนแห่ไปถามหากันจ้าละหวั่น หมดเกลี้ยงในเวลาอันรวดเร็ว ขณะนี้ทุกแผงไม่มีหลงเหลือแล้ว นอกจากนี้ เป็นช่วงเงินเดือนออกมีพี่น้องประชาชนมาเสี่ยงโชคกันคึกคัก และเป็นช่วงเทศกาลเชงเม้งการกราบไหว้บรรพบุรุษตามสุสานต่างๆ ใน จ.นครราชสีมา เช่น สุสานมูลนิธิหลักเสียงเซี่ยงตึ้ง สว่างเมตตาธรรมสถาน และมูลนิธิฮุก 31 นครราชสีมา มีบรรดาพ่อค้าแม่ค้าเร่ขายลอตเตอรี่ไปจำหน่ายให้ถึงที่ในราคา 80 บาท แต่มีการขอหน้าตาเฉยว่า ขอค่าเดินค่าเหนื่อยค่าน้ำดื่มเพิ่ม 10 บาท ซึ่งประชาชนที่กำลังเซ่นไหว้ก็ซื้อเลขหลุมของบรรพบุรุษกันคึกคัก ขณะที่ผู้ค้าบางส่วนก็ยอมรับว่า ที่ขายไม่หมดจะเก็บไว้ลุ้นรางวัลเองส่วนหนึ่ง ซึ่งจากการสอบถามพ่อค้าแม่ค้าขายสลากหลายรายบอกว่า ตามปกติจะขายสลากได้หมดก่อนวันหวยออก แต่งวดนี้เหลือมากกว่า 3-4 งวดแล้วที่พ่อค้าแม่ค้าขายสลากไม่หมด ทั้งนี้ พ่อค้าแม่ค้าสลากเชื่อว่า สาเหตุที่ทำให้ลอตเตอรี่เหลือจำนวนมาก เป็นเพราะรัฐบาลเพิ่มจำนวนมาก

ลอตเตอรี่เหลือเป็นจำนวนมาก พ่อค้า-แม่ค้า คาดขาดทุนแน่

 ขณะที่ จ.อ่างทอง บรรยากาศการซื้อสลากกินแบ่งรัฐบาล บริเวณหน้าธนาคารไทยพาณิชย์ สาขาอ่างทอง ตำบลตลาดหลวง อำเภอเมือง จังหวัดอ่างทอง ซึ่งเป็นแหล่งจำหน่ายสลากกินแบ่งรัฐบาลในจังหวัด และตามร้านจำหน่ายสลากกินแบ่งรัฐบาลในตลาด ก่อนที่จะมีการออกสลากกินแบ่งรัฐบาลในช่วงบ่ายของวันนี้ พบว่าประชาชนเริ่มทยอยกันมาเลือกชมเลือกซื้อสลากกินแบ่งรัฐบาล เพื่อหวังนำไปเสี่ยงดวงกันอย่างบางตา

แม่ค้าสลากกินแบ่งรัฐบาลหลายรายกล่าวว่า งวดนี้สลากกินแบ่งรัฐบาลคงจะขายไม่ออก เหลือเหมือนกับงวดที่ผ่านมา แม่ค้าฉลากหลายรายเหลือที่แผงกว่า 100 ใบ ต้องแบกภาระเก็บเอาไว้เสี่ยงดวงกันเอง หากจะลดราคาขายลงมา ก็เกรงว่าจะกระทบกับผู้ขายสลากกินแบ่งรัฐบาลด้วยกันเอง แต่ก็ยังหวังว่าจะจำหน่ายสลากกินแบ่งหมดก่อนที่จะออกรางวัล

แม่ค้าบ่นเป็นเสียงเดียวกัน ขายลอตเตอรี่งวดนี้ไม่คึกคัก

ด้าน น.ส.ขันธาฐนิดา ท้ายเงิน อายุ 57 ปี อยู่บ้านเลขที่ 16/36 ถนนเทศบาล 10 ตำบลตลาดหลวง อำเภอเมือง แม่ค้าสลากกินแบ่งรัฐบาล เปิดเผยว่า ตนเองรู้สึกว่าการจำหน่ายสลากกินแบ่งรัฐบาลในงวดนี้จะดีกว่างวดที่ผ่านมา เนื่องจากงวดที่ผ่านมามีลูกค้าหลายรายซื้อไปแล้ว ถูกรางวัลสลากกินแบ่งรัฐบาล 3 ตัวหน้า ได้รับเงินไปหลายแสนบาท เมื่อลูกค้ารู้จึงแห่มาซื้อที่แผงของตนเองเป็นจำนวนมาก หรือลูกค้าคนใดต้องการที่จะเหมาตนเองก็ยินดีที่จะขายให้ในราคาใบละ 75 บาท ซึ่งคาดว่าก่อนที่จะออกรางวัลคงจะขายหมดอย่างแน่นอน.

ที่มา>>>Thairath