ชี้หนุ่มวัย 15 จยย.ล้มเอง ไม่มีหลักฐานอาสาถีบ ฮึ่มโพสต์เฟซบุ๊กทำเสียหาย

เมื่อวันที่ 22 ส.ค.60 ผู้สื่อข่าวรายงานว่านางภัคนันท์ พลพิทักษ์ อายุ 39 ปี ซึ่งเป็นแม่บุญธรรมของน้องอ๊อฟ (นามสมมุติ) วัย 15 ปี พร้อมด้วยนางลัดดา อึ้งพาณิชย์ อายุ 53 ปี ซึ่งเป็นยายและญาติ เดินทางพร้อมด้วยนายประกาศิต เพ่งไพฑูรย์ ปลัดเทศบาลตำบลหลุมดินและเจ้าหน้าที่ผู้ดูแลระบบกล้องวงจรปิดและกองสาธารณะสุขของเทศบาลฯ เข้าพบ พ.ต.อ.อภิชาต พุทธบุญ ผกก.สภ.เมืองราชบุรี โดยแม่บุญธรรมและยาย ของน้องอ๊อฟ ได้ร้องขอความเป็นธรรมให้กับน้องอ๊อฟ หลังมีพยานเห็นว่า ก่อนที่น้องอ๊อฟ จะเสียหลักไถลตกข้างทางและกระเด็นไปไกลกว่า 100 เมตร จนได้รับบาดเจ็บสาหัสนั้น ช่วงที่เกิดเหตุมีรถจักรยานยนต์ที่มีชายแต่งกายคล้ายตำรวจสวมหมวกกันน็อกคล้ายของเจ้าหน้าที่สายตรวจจราจร เป็นคนขับและคนซ้อนขับไล่กวดและใช้เท้าถีบจนรถเสียหลักล้มเสียหลักล้มผ่านกลางระหว่างเสาไฟและเสาไฟสว่างส่องทางจนได้รับบาดเจ็บสาหัส ก่อนจะวกกลับรถไปทางเมืองราชบุรี

ทั้งนี้รถจักรยานยนต์ 2 คัน ขี่คู่กันมาด้วยความเร็วสูง จึงขอให้ตรวจสอบบุคคลดังกล่าว ซึ่งเหตุการณ์ดังกล่าวมีภาพจากกล้องวงจรปิดซึ่งเป็นของเทศบาลตำบลหลุมดินสามารถบันทึกเหตุการณ์ดังกล่าวไว้ได้ทั้งหมด เมื่อช่วงเวลา 00.35 น.ของวันที่ 20 สิงหาคม ที่ผ่านมา

ด้าน พ.ต.อ.อภิชาต พุทธบุญ ผกก.สภ.เมืองราชบุรี ระบุว่า ชายแต่งชุดคล้ายเจ้าหน้าที่ปรากฏอยู่ในคลิปวีดีโอดังกล่าวเป็นตำรวจอาสา แต่ในวงจรปิดไม่ปรากฏภาพขณะใช้เท้าถีบ จึงยังไม่สามารถสรุปได้ว่าเป็นไปตามที่พยานให้ข้อมูลหรือไม่ ประกอบกับได้รับรายงานจากเจ้าหน้าที่ชุดสายตรวจว่า ขณะเกิดเหตุตำรวจอาสาอยู่ระหว่างปฏิบัติหน้าที่ติดตามรถจักรยานยนต์ต้องสงสัยที่วัยรุ่น 15 ปีเป็นคนขี่ เพราะเห็นว่าขี่ด้วยความเร็วจึงขี่ตามเพื่อขอตรวจ แต่รถคันดังกล่าวขับหนีด้วยความเร็วและได้หันมามองเจ้าหน้าที่ทำให้รถเสียหลักล้มเอง จึงได้สั่งให้ชุดสืบสวนหาวงจรปิดในที่เกิดเหตุเพิ่มเพื่อให้ความเป็นธรรมกับทั้งสองฝ่าย แต่หากพบว่าตำรวจอาสาไม่ผิด ก็ต้องแจ้งความกลับ ส่วนสาเหตุที่ตำรวจอาสาไม่ได้จอดรถช่วยหลังรถของวัยรุ่นอายุ 15 ปี ล้ม เพราะไม่มีความรู้เรื่องการปฐมพยาบาล แต่ได้โทรเรียกกู้ภัยแล้ว

ด้านนายประกาศิต เพ่งไพฑูรย์ ปลัดเทศบาลตำบลหลุมดิน กล่าวว่าตนในฐานะเทศบาลตำบลหลุมดินได้ให้เจ้าหน้าที่รวบรวมภาพจากกล้องวงจรปิดที่มีอยู่ทั้งหมด 16 ตัว ตลอดเส้นทางของเทศบาลตำบลหลุมดินตั้งแต่ถนนสายหลัก ที่หน้า รพ.สต.ตำบลหลุมดิน และที่บริเวณวัดหลุมดิน จนมาถึงจุดเกิดเหตุที่ปากทางเข้าเทศบาลตำบลหลุมดิน และพยายามที่จะรวบรวมคนที่มีกล้องวงจรปิดทั้งหมดที่เกี่ยวข้องมาให้กับทางสถานีตำรวจต่อไป ในส่วนคนเจ็บซึ่งเมื่อวันเกิดเหตุทางเจ้าหน้าที่ของหน่วยป้องกันได้ออกมาช่วยเหลือพร้อมทั้งนำส่งโรงพยาบาลเรียบร้อย

อย่างไรก็ดีในระหว่างที่มีการพูดคุยของทางแม่บุญธรรม และยายต่อหน้า ผกก.สภ.เมืองราชบุรี ทั้งสองคนได้ยกมือไหว้ขอโทษแทนนายออม (นามสมมุติอายุ 16 ปี) ลูกชายของตนเองว่า ตนต้องขอโทษแทนลูกชายด้วย ได้นำคลิปและข้อความที่ไม่ดีลงเผยแพร่ทางเฟซบุ๊ก ด้วยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์

ขณะที่ ผกก.สภ.เมืองราชบุรี ได้ประชุมเจ้าหน้าที่ชุดสืบสวนสอบสวน พนักงานสอบสวน และผู้ที่เกี่ยวข้องเพื่อตรวจสอบพิสูจน์ข้อเท็จจริง ตอนนี้ตนยังไม่สามารถให้ข้อมูลได้แต่ต้องตรวจสอบหลักฐานให้ชัดเจนก่อนเอาผิด ยืนยันให้ความเป็นธรรมทั้งสองฝ่าย ขอให้มั่นใจการทำงานของตน หากพบว่าการกระทำผิดของเจ้าหน้าที่ดำเนินคดีตามกฎหมายและหากตรวจพิสูจน์แล้วไม่ใช่เป็นการฝ่าฝืนการตรวจขันจับกุมของเจ้าหน้าที่พร้อมดำเนินคดีผู้นำเข้าภาพและคลิปสู่ระบบคอมพิวเตอร์ ตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์เพื่อไม่ให้เป็นเยี่ยงอย่าง

ที่มา:ข่าวสด

จับช่างแอร์โรคจิตฉกกกน.สาวตามหอพัก เผยรสนิยมชอบใส่ของผู้หญิง

เมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 16 ส.ค. พ.ต.อ.ชุมพล หันชะนา ผกก.สภ.บ้านเป็ด จ.ขอนแก่น พร้อมด้วยพ.ต.อ.จาตุรนต์ ตระกูลปาน ผกก.สภ.แก้งคร้อ จ.ชัยภูมิ พ.ต.ท.วุฒิศักดิ์ รองเมือง รอง ผกก.สส.สภ.บ้านเป็ด และตำรวจชุดสืบสวน สภ.บ้านเป็ด ร่วมกันจับกุมนายปิยณัฐ แสนองอาจ อายุ 23 ปี อยู่บ้านเลขที่ 631/4 ถ.รื่นรมย์ ต.ในเมือง อ.เมือง จ.ขอนแก่น ผู้ต้องหากระทำความผิดฐาน ลักทรัพย์ในเคหสถาน โดยใช้ยานพาหนะ เพื่อสะดวกแก่การกระทำความผิด เพื่อการพาทรัพย์นั้นไป หรือเพื่อให้พ้นจากการจับกุม ตามหมายจับศาลจังหวัดขอนแก่น

สืบเนื่องจากผู้ใช้เฟสบุ๊กในจ.ขอนแก่น ต่างพากันแชร์ภาพจากกล้องวงจรปิดคนร้ายก่อเหตุขโมยชุดชั้นในผู้หญิง พบคนร้ายเป็นชาย อายุ 25-30 ปี เหตุเกิดเวลาประมาณ 11.00 น. ของวันที่ 2 ก.ค.ที่ผ่านมา โดยคนร้ายก่อเหตุขโมยชุดชั้นในผู้หญิงบริเวณหอพักที่ห้องหมายเลข 2 ซอยบ้านหนองขาม 3/1 ถ.เหล่านาดี อ.เมือง จ.ขอนแก่น โดยขี่รถจักรยานยนต์มาจอดที่ประตูหอพักก่อนจะเดินเข้าไปข้างใน เมื่อเห็นว่าไม่มีคนอยู่ จึงขโมยชุดชั้นในผู้หญิงที่ซักตากอยู่หยิบใส่ในเป้ากางเกงของตัวเองจำนวนหลายตัว ก่อนจะเดินออกมาแล้วขี่จักรยานยนต์หลบหนีไป หลังจากนั้นผู้เสียหาย น.ส.บี (นามสมมติ) อายุ 23 ปี จึงแจ้งความกับพนักงานสอบสวน สภ.บ้านเป็ด

พ.ต.ท.วุฒิศักดิ์ กล่าวว่า หลังจากรับแจ้งความ ตำรวจชุดสืบสวนได้สืบค้นข้อมูลจากกล้องวงจรปิด ทราบว่านายปิยณัฐเป็นคนร้ายที่เข้าไปขโมยกางเกงในของผู้เสียหาย พร้อมกับหลบหนีไปอยู่บ้านแฟนที่อ.แก้งคร้อ จ.ชัยภูมิ จากนั้นเมื่อวันที่ 15 ส.ค.ที่ผ่านมา ตำรวจจึงติดตามไปลานรับซื้อบ้านไทรทอง ม.10 ต.ท่ามะไฟหวาน อ.แก้งคร้อ พร้อมนำหมายจับเข้าจับกุมนายปิยณัฐขณะนำยางพาราที่มัดใส่กระสอบปุ๋ยเพื่อมาชั่งที่ลานรับซื้อ

สอบสวนนายปิยณัฐ ยอมรับสารภาพ ว่า ตนมีครอบครัวอยู่ที่อ.แก้งคร้อ โดยมาทำงานเป็นช่างแอร์ที่ร้านแอร์แห่งหนึ่งใน อ.เมือง จ.ขอนแก่น ชอบใส่กางเกงในผู้หญิง ซึ่งตนเห็นข่าวในสื่อมวลชนโดยเฉพาะสื่อโทรทัศน์ได้เสนอข่าวมีคนเข้าไปขโมยกางเกงในบ่อย จึงทำตามเพื่อเอากางเกงในของผู้หญิงมาใส่ โดยทำมาแล้ว 2–3 ครั้ง ซึ่งในครั้งนี้ก็ถูกกล้องวงจรปิดบันทึกภาพของตัวเองได้ กระทั่งถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุมดังกล่าว

หลังจากนั้น ตำรวจได้ควบคุมนายปิยณัฐไปทำแผนประกอบคำรับสารภาพในจุดเกิดเหตุ ท่ามกลางชาวบ้านมามุงดูจำนวนมาก แล้วนำตัวมาควบคุมที่สภ.บ้านเป็ด เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

ที่มา:ข่าวสด


สนใจอยากสร้างเว็บไซต์เพื่อเพิ่มช่องทางของกับธุรกิจ ให้เป็นที่รู้จักของกลุ่มลูกค้ามากขึ้น มีความทันสมัย เข้ากับธุรกิจและผลิตภัณฑ์ ส่งเสริมภาพลักษณ์ให้กับธุรกิจ บริษัท Wynnsoft Solution รับทำเว็บไซต์ ออกแบบเว็บไซต์ ด้วยทีมงานมืออาชีพรับออกแบบจัดทำ เว็บไซต์ขายของออนไลน์ E-commerce รองรับมือถือและแท็บเล็ต(Responsive) รับทำ SEO ด้วยทีมงานมืออาชีพ

สาวเดินข้ามถนนไปซื้อของ เจอเงินตกอยู่นับหมื่นบาท เก็บส่งตร.ช่วยหาเจ้าของ

เมื่อเวลา 20.30 น. วันที่ 27 พ.ย. จ.ส.ต.สมโภชน์ คำสุข ผบ.หมู่ป้องกันปราบปราม สภ.หนองขาม ทำหน้าที่สายตรวจตู้ยามตำบลบึง อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี ได้รับการประสานจากนางกาญจนา วาปีเน อายุ 42 ปี พักอยู่หมู่บ้านเมืองทองแลนด์แอนด์เฮ้าส์ 2 ต.บึงอ.ศรีราชา ว่าพบเงินตกอยู่ ก่อนนำมามอบให้เจ้าหน้าที่ตามหาเจ้าของ201611272119069-20091029150708สอบถามนางกาญจนาเล่าว่า ขณะออกจากบ้านมาซื้อยา ตั้งอยู่บริเวณถนนสายบึง-เครือสหพัฒน์ และกำลังเดินข้ามถนนไปซื้อของที่ร้านสะดวกซื้อฝั่งตรงข้าม ได้เจอเงินหล่นอยู่ เมื่อหยิบมาดูพบเงินหลักหมื่นบาท จึงตกใจและยืนรออยู่บริเวณริมถนนเผื่อว่าจะมีใครมาถามหาเงินจำนวนดังกล่าว พอผ่านไปสักพักเห็นไม่มีใครมาถามเลยเดินกลับไปที่ร้านขายยาและปรึกษากับเภสัชกร ก่อนช่วยกันตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิดบริเวณหน้าร้านขายยา แต่จุดที่พบเงินอยู่ไกลจากกล้องเกินไปและเป็นเวลาค่ำ จึงไม่เจอภาพของคนทำเงินหล่น จึงประสานไปยังตำรวจให้มารับเงินไปเก็บรักษาไว้รอเจ้าของ

นางกาญจนาเล่าอีกา เบื้องต้นขอให้เจ้าของเงินมาติดต่อขอรับเงินจากทางตำรวจที่สายตรวจตำบลบึง โดยตนไม่ได้คิดจะเก็บเงินไว้ เพราะเข้าใจว่าเจ้าของเงินคงเดือดร้อนและทุกข์ใจมาก สงสารเจ้าของเงินอาจจะมีความจำเป็นต้องใช้เงินจำนวนดังกล่าว ไปใช้จ่ายในสิ่งที่จำเป็น จึงอยากแจ้งถึงเจ้าของเงินให้รีบมาติดต่อรับเงินกับเจ้าหน้าที่

ที่มา>>>ข่าวสด

ตร.ออกหมายจับแล้ว 2 โจ๋สุดกร่างในคลิปทำร้าย 2 สามีภรรยา (คลิป)

จากคลิปวิดีโอวงจรปิดเหตุการณ์ 2 สามี-ภรรยา ถูก 2 วัยรุ่น ขี่รถจยย.ยามาฮ่า ฟีโน่ สีเขียว ไม่ติดแผ่นป้ายทะเบียน รุมชกต่อยกลางถนน จนรถจยย.ของ 2 สามี-ภรรยาล้มลงกับพื้น แต่ 2 วัยรุ่นยังไม่หยุด กลับลงไปชกซ้ำอีกหลายหมัด ซึ่งทางภรรยาของผู้ที่ถูกทำร้าย พยายามห้ามปราม แต่กลับไม่เป็นผล แถมยังจะถูกทำร้ายด้วย จากนั้นผู้ก่อเหตุก็ขี่รถออกไป แต่ผ่านไปไม่ถึง 1 นาที ชายวัยรุ่นทั้ง 2 คน ก็ขี่รถจยย.ย้อนกลับมาชกต่อยกับคู่กรณีซ้ำอีกครั้ง โดยเหตุเกิดขึ้นเย็นวันที่ 10 ต.ค.59 บริเวณถนนจันทน์ ย่านซอยเซนต์หลุยส์ โดยทางผู้เสียหายทั้ง 2 คน ได้เข้าแจ้งความไว้แล้วที่ สน.ยานนาวา

ความคืบหน้าเรื่องนี้ เมื่อวันที่ 11 พ.ย. พล.ต.ต.ทรงพล วัธนชัย ผบก.น.6 ในฐานะรองโฆษก ตร. กล่าวว่า ส่วนกรณีที่มีการเผยแพร่คลิปรถจักรยานยนต์เฉี่ยวชนกันสองคัน ระหว่างสองวัยรุ่นกับสองสามีภรรยา หลังจากนั้นสองวัยรุ่นลงจากรถมาต่อยคู่กรณีและขับรถหนีไป เหตุเกิดในพื้นที่ สน.ยานนาวา นั้น เหตุเกิดเมื่อวันที่ 25 ต.ค. เบื้องต้นผู้เสียหายได้ร้องทุกข์กับพนักงานสอบสวนตั้งแต่วันที่เกิดเหตุ และขอศาลอนุมัติหมายจับตามภาพที่กล้องวงจรปิดบันทึกไว้ได้ เบื้องต้นยังไม่ทราบชื่อ ที่อยู่ ยืนยันไม่ว่าในการพิสูจน์ทราบไม่ใช่เรื่องยาก เนื่องจากมีขั้นตอนพิสูจน์ทราบอยู่แล้ว

พล.ต.ต.ทรงพล กล่าวว่า อย่างไรก็ตาม ในช่วงอาทิตย์ที่ผ่านมาเกิดเหตุการณ์ชกต่อยขณะใช้รถใช้ถนนกันบ่อยครั้ง ผู้เสียหายสามารถแจ้งความดับตำรวจได้ อย่าทำร้ายร่างกายกัน เพราะบ้านเมืองมีกฎหมาย ซึ่ง พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. ฝากขอบคุณประชาชนที่แชร์คลิป เพื่อที่สามารถจับกุมผู้กระทำความผิดได้เร็วขึ้น

ที่มา>>>ข่าวสด

จบดราม่า! ครูให้เด็กอนุบาลนั่งกินเค้กกับพื้นห้อง แม่พาลูกสาวไปลาออกจากโรงเรียนแล้ว

จากกรณีหญิงสาวคนหนึ่งได้โพสต์ภาพลูกสาววัยเพียง 2 ขวบ ถูกครูอนุบาลโรงเรียนเอกชนแห่งหนึ่ง จับแยกไปนั่งจากกลุ่มเพื่อนๆ ขณะรับประทานอาหารที่โรงเรียน เมื่อสอบถามครูกลับได้คำตอบมาว่า “น้องขอความเป็นส่วนตัวค่ะ” แต่พอถามลูกสาวกลับบอกว่า “คุณครูบอกว่าเวลล์ที่เต็มแล้ว ไม่มีที่นั่ง ประมาณนี้คะ ความรู้สึกของคนเป็นแม่เรารู้สึกว่าลูกเราไม่โกหกคะ อยากให้ทุกคนที่เห็นภาพช่วยแสดงความคิดเห็นกันหน่อยคะ” 14522983_1037448779706294_4478868796932900540_n-1-696x391ล่าสุด คุณแม่รายนี้ได้โพสต์อีกครั้งว่า “ได้ไปคุยกับทางโรงเรียนมาเรียบร้อยแล้วนะคะ ไม่ขอพูดอะไรมาก จากที่บอกว่าจะลบโพสต์ตอนนี้ขอเปลี่ยนใจคะ โรงเรียนมีคลิปจากกล้องวงจรปิดคะ ถ้าโรงเรียนอยากให้โลกรู้ก็ให้นำคลิปมาเผยแพร่คะ เพราะตัวเราเองได้ดูแล้วคะ และลาออกเรียบร้อยแล้วคะ”14495314_1038511336266705_4444929354783704283_nเราขออนุญาตอธิบายรายละเอียดคร่าวๆในโพสต์นี้เป็นโพสต์สุดท้ายนะคะสำหรับเรื่องนี้ จากวันนี้ที่ได้ไปโรงเรียนมา ทางโรงเรียนมีภาพคลิปวิดีโอจากกล้องวงจรปิดมาให้เราชมคะ ในคลิปที่เราเห็นคือลูกเราเดินไปเดินมาในห้อง ไม่มีเก้าอี้นั่งเหมือนเพื่อนๆคะ และไม่มีเก้าอี้ว่างที่จะให้ลูกเราไปนั่งได้ (จากในภาพดังกล่าว) พอทุกคนได้รับเค้กเสร็จ ลูกสาวเราได้รับเป็นคนสุดท้ายจากพี่เลี้ยง ซึ่งในคลิปไม่มีเสียง%e0%b8%9f%e0%b8%ab%e0%b8%81%e0%b8%9f%e0%b8%81%e0%b8%9f%e0%b8%81แต่พอจะเดาได้ว่าพี่เลี้ยงถามลูกเราว่าจะนั่งตรงไหน ลูกเราชี้ไปตรงที่นั่งดังกล่าวในรูปค่ะ ทางโรงเรียนแจ้งว่าน้องประสงค์จะนั่งตรงนั้นเองคะ เราเลยถามทางโรงเรียนว่า แล้วทำไมไม่มีเก้าอี้ว่างให้ลูกเรานั่งคะ โรงเรียนบอกว่าน้องไม่ยอมนั่งเก้าอี้คะ เราเลยถามต่อว่า แล้วตรงไหนคะเก้าอี้ที่น้องไม่นั่ง ถ้าน้องไม่นั่งเก้าอี้จะต้องว่าง 1 ตัวสำหรับน้อง โรงเรียนบอกว่าอ๋อน้องไม่นั่งเลยยกเก้าอี้ไปเก็บคะ

เราเลยถามต่อว่างันมีคลิปก่อนหน้านี้ที่มีเก้าอี้ให้น้องนั่งแล้วน้องไม่นั่งมีไหมคะ ทางโรงเรียนไม่ได้ให้ดูคลิปต่อคะ มีแค่บางส่วนตอนที่น้องชี้ว่าจะนั่งตรงนั้น จากนั้นเราเลยถามต่อว่าไหนคะที่ว่างสำหรับเก้าอี้ของลูกเราที่นำเก้าอี้ไปเก็บแล้ว ทางเจ้าของโรงเรียนได้แจ้งว่าเก้าอี้มีพอ เก้าอี้ไม่ใช่ปัญหา แต่เด็กเค้าไม่นั่ง (พูดแบบนี้ซ้ำไปซ้ำมา) เราเลยบอกคะ เข้าใจคะว่าเก้าอี้มี แต่ที่นั่งตรงไหนคะที่มีพอที่จะวางเก้าอี้ให้ลูกเรานั่ง ทางโรงเรียนก็ตอบกลับมาอีกด้วยประโยคเดิมๆ (เก้าอี้มีพอ เก้าอี้มี ไม่ใช่ปัญหา) เราเลยบอกกลับไปว่าอันนี้รู้ค่ะ

เราพยายามขอดูคลิปที่แสดงว่ามีเก้าอี้พร้อมให้น้องนั่ง แต่น้องปฏิเสธที่จะนั่ง ตามคำบอกเล่าของโรงเรียน ก่อนที่จะถึงคลิปที่น้องชี้ไปว่าจะนั่งพื้น ตามที่ทางโรงเรียนเอามาให้ดู ก็ไม่สามารถเอาคลิปนั้นมาให้ดูได้ และคำอธิบายที่เราเริ่มงงละคือ ถามเด็กแล้ว เด็กบอกไม่นั่งเลยไม่ยกเก้าอี้มา

ถ้าเด็กบอกจะนั่ง ก็จะเอาเก้าอี้มาให้นั่ง เก้าอี้ไม่ใช่ปัญหา แหะสับสนละ ตกลงเก้าอี้ไม่มีตั้งแต่ต้น หรือมีตั้งแต่ต้นแล้วเอาออก ถ้าทางโรงเรียนอยากจะชี้แจ้ง ก็อยากจะให้นำคลิปดังกล่าวมาเผยแพร่ให้ชมค่ะ เพื่อยืนยันความบริสุทธิ์ใจ และให้คนอื่นช่วยแสดงความคิดเห็นกับเรื่องราวที่เกิดขึ้น แต่ทางโรงเรียนก็ไม่ได้ตอบอะไรกลับมาคะ

เราก็เลยจบคำพูดด้วยการบอกว่าวันนี้มาเพื่อมาขอลาออกคะ ถ้าโรงเรียนคิดว่าทำถูกแล้วก็ไม่เป็นไรคะ วันนี้เราไม่ได้มาเอาเรื่องหรืออะไรคะ จะขอจบแค่นี้ แล้วคิดว่าจะลบโพสต์ให้คะ (แต่ด้วยน้ำเสียง คำพูด กิริยาของคนที่คุณครูเรียกว่านาย) พูดเหมือนลูกเราเป็นคนผิดที่ชี้ไปนั่งตรงนั้นเอง

โดยที่ทางโรงเรียนไม่สามารถเคลียร์ข้อข้องใจเราได้ และหลักฐานที่นำมาแสดงก็ยังคงไม่มีภาพโต๊ะว่างสำหรับลูกเราเลย เราเสียความรู้สึกมากคะ แถมคนที่ขอโทษเราแทนคือครูท่านนึงที่อยู่ในโรงเรียนคะ ขอบคุณครูท่านนี้ค่ะที่ทำให้เรารู้สึกดีขึ้นมาบ้าง

และจากเรื่องราวที่เกิดขึ้นครั้งนี้ เราอยากขอจบเพียงเท่านี้คะ เพราะเราได้รับรู้ความจริงแล้วและไม่เสียใจที่ได้ลาออกจากโรงเรียนนี้คะ และที่สำคัญดีใจที่ได้ปกป้องความรู้สึกของลูกและได้ทำหน้าที่แม่อย่างดีที่สุด

ที่มา>>>ข่าวสด

แม่ใจจะขาด!ร้องยธ.ลูกสาววัย 33 หายตัวลึกลับจากหอพักกว่า 3 เดือน ยังไม่รู้ชะตากรรม

 เมื่อเวลา 10.30 น. วันที่ 31 ส.ค. ที่กระทรวงยุติธรรม (ยธ.) นายเอกลักษณ์ หลุ่มชมแข หัวหน้าศูนย์ข้อมูลคนหาย มูลนิธิกระจกเงา นำนางเฮียง วชิมาเภท อายุ 60 ปี ชาวสุรินทร์ พร้อมด้วยนางอนิศรา หอมขจร อายุ 38 ปี แม่และพี่สาวของน.ส.เสาวรจน์ วชิมาเภท อายุ 33 ปี เดินทางเข้าพบพ.ต.อ.ดุษฎี อารยวุฒิ รองปลัดกระทรวงยุติธรรม เพื่อยื่นหนังสือร้องทุกข์และให้ช่วยดำเนินการติดตามหาตัวน.ส.เสาวรจน์ ลูกสาว ซึ่งหายตัวไปอย่างลึกลับนานกว่า 100 วัน โดยขณะนี้ยังไม่ทราบชะตากรรม นางเฮียง กล่าวว่า น.ส.เสาวรจน์ ชื่อเล่นเปีย มีอาชีพเป็นพนักงานโรงงานของบริษัทแห่งหนึ่งย่านบางปะอิน และพักอาศัยอยู่ที่หอพักย่านคลองหลวง จ.ปทุมธานี โดยลูกสาวหายตัวไปจากหอพักตั้งแต่วันที่ 21 พ.ค. ที่ผ่านมา ซึ่งเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนั้น ตนเริ่มทราบข่าวว่าลูกสาวหายไปจากหอพัก เมื่อวันที่ 22 พ.ค. เนื่องจากมีเพื่อนสนิทของลูกสาวโทรศัพท์มาสอบถามตนว่า น.ส.เสาวรจน์เดินทางกลับมาที่บ้านหรือไม่ ซึ่งตนก็บอกว่าไม่ได้กลับมาที่บ้านจ.สุรินทร์ แต่เมื่อวันที่ 21 พ.ค. ตนกับลูกสาวยังติดต่อกันผ่านแอพพิเคชั่นไลน์ โดยลูกสาวระบุว่า จะโอนเงินมาให้ตนเพื่อใช้ในการรักษาอาการโรคกระดูกเสื่อมในวันที่ 22 พ.ค. แต่พอถึงวันที่ 23 พ.ค. ตนเดินทางไปยังโรงพยาบาล เพื่อเข้ารับการรักษาอาการป่วยดังกล่าว และไปเช็คยอดเงินจากบัญชีธนาคารก็พบว่าลูกสาวยังไม่ได้โอนเงินมาให้ ก่อนจะไม่สามารถติดต่อลูกสาวได้อีกเลย นางเฮียง กล่าวต่อว่า สำหรับการหายตัวไปของน.ส.เสาวรจน์นั้น พี่สาวของนำบัญชีเงินฝากธนาคารของน.ส.เสาวรจน์ไปตรวจสอบ ก็พบว่าบัญชีไม่มีความเคลื่อนไหวและไม่มีการเบิกเงินออกไปใช้ อย่างไรก็ตาม น.ส.เสาวรจน์หายตัวไป พร้อมสร้อยคอทองคำหนัก 2 บาท และหนัก 1 สลึง และโทรศัพท์มือถือไอโฟน รุ่น 6 พลัส 1 เครื่อง นอกจากนี้ หลังเกิดเหตุได้เดินทางไปสอบถามที่หอพักของลูกสาว โดยมีเจ้าของร้านขายของชำที่หอพักบอกกับตนว่า ช่วงหัวค่ำของ วันที่ 21 พ.ค. ลูกสาวเดินทางกลับมาจากหอพักของเพื่อน และมานั่งอยู่ที่ร้าน จากนั้นเวลาประมาณ 23.00 น. ลูกสาวก็กลับขึ้นไปยังห้องพักที่หอดังกล่าว จากนั้น ก็ไม่มีใครเห็นลูกสาวของตนอีกเลย อีกทั้ง ที่หอพักไม่มีกล้องวงจรปิดด้วย จึงทำให้ยากต่อการหาเบาะแส ส่วนการตรวจสอบเบอร์โทรศัพท์ของลูกสาวที่มีการติดต่อกันสายล่าสุดนั้น ขณะนี้เจ้าหน้าที่มูลนิธิกระจกเงาอยู่ระหว่างตรวจสอบให้

“อยากให้กระทรวงยุติธรรมช่วยเร่งรัดคดีและติดตามหาลูกสาวของแม่ ซึ่งแม่มีลูกทั้งหมด 3 คน โดยลูกสาวที่หายตัวไปเป็นคนที่ 2 เป็นคนนิสัยดี และมีครอบครัวแล้ว แต่ได้แยกทางกันอยู่กับสามีของเขา โดยมีลูกด้วยกัน 1 คน อย่างไรก็ตาม ในวันนี้ยังไม่มีเบาะแสอะไรเกี่ยวกับหายตัวไปของลูกสาวเลย และเคยไปแจ้งความไว้ที่ สภ.คลองหลวงแล้ว แต่คดียังไม่มีความคืบหน้า จึงอยากให้ทั้ง 2 หน่วยงานร่วมมือกันและเร่งกันติดตามหาตัวลูกสาวให้พบ” นางเฮียง กล่าว

ด้าน นายเอกลักษณ์ กล่าวว่า กรณีการหายตัวไปของน.ส.เสาวรจน์ ทางเราได้ประชาสัมพันธ์ติดตามหาในหลายช่องทาง แต่ยังไม่มีเบาะแส และยังได้ประสานไปยังกองบังคับการปราบปราม และกองบังคับการปราบปรามการค้ามนุษย์ เพื่อให้ช่วยติดตามคดีนี้ด้วย และที่พาแม่ของคนหายมาร้องทุกข์ในวันนี้ เนื่องจากกระทรวงยุติธรรม มีบทบาทเป็นเลขานุการของคณะกรรมการพัฒนาระบบการติดตามคนหายและการพิสูจน์ศพนิรนาม (คพศ.) ซึ่งควรมีบทบาทสำคัญในการประสานสั่งการติดตามคนหาย

พ.ต.อ.ดุษฎี กล่าวว่า เบื้องต้น ทางเจ้าหน้าที่จะได้รับเรื่องร้องเรียนไว้ และเตรียมประสานหาข้อเท็จจริงกับทางเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.คลองหลวง ขณะเดียวกันในวันนี้จะประสานกับทางเจ้าหน้าที่นิติวิทยาศาสตร์ทำการเก็บตัวอย่างดีเอ็นเอของนางเฮียงไว้ เพื่อทำการเปรียบเทียบกับหลักฐานและเบาะแสที่เกี่ยวข้องต่อไป

ที่มา>>>ข่าวสด

“สาวทอม”ควงกิ๊กหนุ่มวัย 15 ฆ่า”ดี้สาว”แล้วจับศพแขวนคอ แถมสวมรอยโพสต์FBผู้ตายอำพราง

เมื่อเวลา 10.00 น.วันที่ 29 กรกฎาคม ที่สภ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ พ.ต.อ.บุญธรรม วรรณรัตน์ พ.ต.อ.ดำรงศักดิ์ ทองงามตระกูล รองผบก.ประจวบคีรีขันธ์, พ.ต.อ.สิทธิชัย ศรีโสภาเจริญรัตน์ ผกก.สภ.หัวหิน แถลงข่าวการจับกุมตัวผู้ต้องหาในคดีฆาตกรรมอำพรางศพด้วยการผูกคอในหอพักแห่งหนึ่งชุมชนตาลเดี่ยว อ.หัวหิน โดยผู้ต้องหามี 2 คน ได้แก่ น.ส.กชกร หรือบัว ชาวชัยนาท อายุ 19 ปี ชาวนครปฐม อีกรายเป็นเยาวชน ชื่อนายต้าร์ (นามสมมุติ) อายุ 15 ปี ชาวจ.นครปฐม เช่นเดียวกัน ซึ่งทั้ง 2 คน ได้ร่วมกันก่อเหตุฆาตกรรมน.ส.โสดาพันธ์ หรือแก้ว คำศิลป์ อายุ 36 ปี ชาวเพชรบุรี เหตุเกิดเมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม ท่ามกลางญาตของผู้เสียชีวิตจำนวนมากที่มายืนดูการแถลงข่าวด้วยน้ำตานองหน้า  พ.ต.อ.สิทธิชัยกล่าวว่า เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ตำรวจได้รับแจ้งเหตุว่ามีคนผูกคอตายภายในหอพักเมื่อเวลา 16.40 น.ของวันที่ 24 กรกฎาคม ผู้ดูแลหอพักเป็นผู้เปิดประตูห้องพักของน.ส.แก้วผู้เสียชีวิต หลังจากที่คนสวนพบกุญแจห้องตกอยู่ที่สวนของหอพัก เมื่อโทรศัพท์ไปหาเจ้าของห้องพักไม่มีคนรับสาย จึงได้นำกุญแจไปเปิดห้อง ก็พบว่าน.ส.แก้วได้เสียชีวิตในสภาพใช้ผ้าปูที่นอนผูกคอกับราวภายในห้องน้ำ ทั้งนี้ผู้ดูแลหอพักให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ด้วยว่า พบเหตุผู้ตายครั้งสุดท้ายในช่วงกลางคืน ขณะเดินขึ้นหอพักพร้อมกับน.ส.บัว และนายต้าร์ ผู้ต้องหาทั้ง 2 ราย เมื่อตรวจสอบกล้องวงจรปิดก็พบพิรุธหลายอย่าง ทั้งการเดินเข้าออกห้องพักผู้เสียชีวิตหลายครั้ง มีการสูบบุหรี่ด้วยสีหน้าเคร่งเครียด และขณะเดินออกจากหอพักโดยที่ไม่มีผู้ตายเดินออกมาด้วย จึงได้ส่งเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวนติดตามจับกุมตัวผู้ต้องหาทั้ง 2 รายมาสอบสวน ขณะกำลังกบดานที่จ.นครปฐม ก่อนที่จะยอมรับสารภาพในที่สุด น.ส.บัวสารภาพว่า ตนและน.ส.แก้วคบหาในฐานะแฟนมาได้ประมาณ 1 ปี ก่อนหน้านี้ตนไม่ได้มีใคร คบกับผู้ตายเพียงคนเดียวและผู้ตายเป็นคนมาจีบตนก่อน ตนไม่เคยหลอกว่าเป็นทอม ส่วนแฟนใหม่ที่เป็นผู้ชายนั้น ตนเพิ่งมาคบหลังบอกเลิกกับผู้ตายได้ไม่นาน โดยในวันเกิดเหตุตนตั้งใจมาเคลียร์ปัญหาเรื่องความสัมพันธ์กับผู้ตาย โดยพาแฟนใหม่มาด้วยเพื่อยืนยันว่ามีคนใหม่แล้วเพราะกลัวผู้ตายไม่เชื่อ ไม่ได้ตั้งใจมาฆ่า  รวมทั้งต้องการเคลียร์ปัญหาหนี้สินที่ตนหยิบยืมจากผู้ตายกว่า 7 หมื่นบาทไปใช้รักษาตัวเพราะไม่สบายด้วย โดยจะผ่อนชำระให้เป็นงวดๆละ 10,000 ถึง 15,000 บาท ตนไม่ได้จะมาขอเงินอีกเพราะเลิกกันแล้ว แต่ระหว่างเจรจา เกิดทะเลาะมีปากเสียงกัน และตนเกิดโมโหที่ผู้ตายขึ้นเสียงใส่ตน ทำให้เกิดอารมณ์ชั่ววูบใช้หมอนปิดหน้าผู้ตายบนเตียงนอน แล้วแฟนใหม่ก็มาช่วยจับขาผู้ตายไว้ จนผู้ตายแน่นิ่งไป

“จากนั้นหนูพยายามจะปลุกพี่แก้วแล้ว แต่ไม่ตื่นขึ้นมา ทำให้คิดว่าเสียชีวิตแล้ว หนูกับแฟนใหม่จึงใช้ผ้าปูที่นอน มาผูกกับราวในห้องน้ำแล้วอุ้มร่างของผู้ตายมาแขวนไว้ ทำทีว่าผูกคอตายเอง แล้วรีบออกจากหอพัก โดยทิ้งกุญแจห้องไว้ที่สวน ก่อนออกมาเรียกรถรับแจ้งหน้าหอพัก ให้พาไปส่งที่ห้องพักแห่งหนึ่งในอ.หัวหิน โดยที่หนูได้หยิบโทรศัพท์มือถือของผู้ตายติดมือมาด้วย เพื่อจะลบข้อมูลที่มีการติดต่อกันระหว่างหนูกับผู้ตาย แต่เพราะหนูไม่มีเงินติดตัว จึงได้ให้โทรศัพท์มือถือของผู้ตายเป็นค่ารถไป จากนั้นตอนเช้าได้รีบหนีขึ้นรถไฟไปกบดานที่บ้านพักใน จ.นครปฐม ก่อนถูกตำรวจตามจับได้ในที่สุด”น.ส.บัวให้การ

ด้านญาตของผู้ตายให้ข้อมูลด้วยว่า ผู้ตายเป็นคนดีชอบทำบุญมาก ต้องเลี้ยงลูก 1 คน แต่เกือบ 1 เดือนที่ผ่านมา ตนเห็นผู้ตายรับโทรศัพท์ของน.ส.บัว แต่มีปากเสียงทะเลาะกันตลอดเวลา โดยในช่วงดึกของคืนเกิดเหตุ พบว่าเฟซบุ๊คของผู้ตายมีการโพสต์ภาพคล้ายกับว่าผู้ตายโพสต์เอง ซึ่งไม่ใช่ แต่เป็นฝีมือของผู้ต้องหาที่ต้องการอำพรางคดี

นอกจากนี้ญาติไม่เชื่อว่าผู้ต้องหาจะแค่ใช้หมอนปิดหน้าจนเสียชีวิต เพราะสภาพศพมีร่องรอยการถูกทำร้ายอย่างหนักทั้งตามร่างกายที่เขียวช้ำและที่ใบหน้า คล้ายการถูกจับหน้ากระแทกพื้น ทำให้ญาตไม่เชื่อตั้งแต่แรกว่าจะผูกคอตายเองและเชื่อว่าถูกฆาตกรรม โดยขณะนี้ยังไม่ได้เผาศพ ต้องการเก็บไว้เพื่อตรวจหาหลักฐานเพิ่มเติม อยากให้ผู้ต้องหาได้รับผลกรรมที่ทำไว้กับผู้ตาย

ที่มา>>>ข่าวสด

โจ๋วัย 18 มือแทงนร.ช่างดับ นั่งกราบขอขมา แม่เหยื่อร่ำไห้บอกอย่าไปฆ่าใครอีก

จากกรณีนายวิศรุต โสภะบุญ อายุ 16 ปี เป็นนักเรียนชั้นปีที่ 2 สาขาช่างยนต์ วิทยาลัยเทคนิคกาญจนาภิเษกมหานคร ถูกกลุ่มวัยรุ่นใช้อาวุธมีดแทงเข้าที่ใต้ราวนมด้านขวาได้รับบาดเจ็บสาหัส ตรงข้ามโรงพยาบาลเวชการุณย์รัศมิ์ ถ.เลียบวารีขาออก แขวงกระทุ่มราย เขตหนองจอก กรุงเทพฯ ก่อนถูกนำตัวส่งรพ. เมื่อเวลา 18.30 น.วันที่ 24 ก.ค. ต่อมานายวิศรุตได้เสียชีวิตลงที่รพ.เวชการุณย์รัศมิ์ ตามที่เสนอข่าวไปแล้วนั้น   ความคืบหน้าเมื่อเวลา 10.30 น. วันที่ 27 ก.ค. พล.ต.ท.ศานิตย์ มหถาวร รรท.ผบช.น. พร้อมพล.ต.ต.ชัยพร พานิชอัตรา ผบก.น.3 พ.ต.อ.อัครพล สว่างวงศ์ รอง ผบก.น.3 พ.ต.อ.กัญชล อินทราราม รอง ผกบ.น.3 พ.ต.อ.พรเทพ สูติปัญญา ผกก.สน.หนองจอก พ.ต.อ.สินชัย นิ่มปุญญกำพงษ์ ผกก.สส.บก.น.3 พ.ต.ท.คำแหง กัณฑวงศ์ รองผกก.สส.สน.หนองจอก พ.ต.ท.พิทยา สิงห์จานุสงค์สว.สส.สน.หนองจอก พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ตำรวจฝ่ายสืบสวน สน.หนองจอก กก.สส.บกน.3 และเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.สวี  จ.ชุมพร ร่วมแถลงข่าวจับกุมผู้ต้องหาคดีนี้ โดยผู้ต้องหาประกอบด้วย นายอัสลาม หรือราม กำมะหยี่ อายุ 18 ปี และนายเต้ (นามสมมติ) อายุ 17 ปี ในข้อหาร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยเจตนาและร่วมกันพกพาอาวุธมีดติดตัวไปในเมืองหมู่บ้านหรือทางสาธารณะ โดยไม่มีเหตุอันควร ตามหมายจับศาลจังหวัดมีนบุรีที่ จ.761/2559 ลง 25 ก.ค.59 และตามหมายจับศาลเยาวชนและครอบครัวกลาง (สาขาจังหวัดมีนบุรี)ที่ 54 /2559 ลง 25 ก.ค.2559 โดยเจ้าหน้าที่สามารถจับกุมได้เมื่อวันที่ 25 ก.ค. ที่หน่วยบริการประชาชนตู้ยามนาโพธิ์ หมู่ที่ 7 ตำบลนาโพธิ์ อำเภอสวี จังหวัดชุมพร พล.ต.ท.ศานิตย์ กล่าวว่า สืบเนื่องจากนายวิศรุตได้ขับรถจักรยายนต์รอเพื่อนอีกสองคนที่จอดรถ จยย.รอคิวเติมน้ำมันที่ปั๊มน้ำมันบางจาก ถนนเลียบวารี ปรากฏว่าพบผู้ก่อเหตุ 2 คน กำลังเติมน้ำมันรถจักรยานยนต์อยู่เช่นกัน โดยมีการมองหน้ากัน จากนั้นผู้ต้องหา 2 ได้ขับขี่รถจยย.ออกไป แล้วใช้มือแสดงสัญลักษณ์ “เรือใบ” ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของโรงเรียนเทคโนบางกะปิ ต่อมานายวิศรุต ผู้ตาย ได้ขับขี่รถจยย.ออกจากปั๊มน้ำมัน ย้อนศรมุ่งหน้าแยกหน้าเขตหนองจอก มาจอดบนฟุตบาทห่างจากปั๊มประมาณ 50 เมตร และพบกับผู้ต้องหา 2 คนขับขี่รถจยย. มาจอดและได้ใช้อาวุธมีดแทงนายวิศรุตเสียชีวิต จากการสืบสวนได้ตรวจสอบจากกล้องวงจรปิดและสอบพยานบุคคลจนทราบว่าผู้ก่อเหตุทั้ง 2 คน คือนายอัสลาม และนายเต้  จึงได้รวบรวมพยานหลักฐานให้พนักงานสอบสวนขอหมายจับจากจ.มีนบุรี ก่อนออกติดตามตัวผู้ต้องหาทั้ง 2 ตามหมายจับจนทราบว่าผู้ต้องหาทั้ง 2 ราย กำลังหลบหนีลงสู่ภาคใต้ เดินทางโดยรถโดยสารประจำทาง จึงได้ประสานกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.สวี จ.ชุมพร จนสามารถร่วมกันจับกุมตัวไว้ได้ จากการสอบสวนผู้ต้องหาทั้ง 2 คน ให้การรับสารภาพทุกข้อกล่าวหา

นายอัสลาม มือแทง กล่าวว่า ที่ตนทำไปนั้นเนื่องตนเคยถูกไล่ยิงจากสถาบันคู่อริมาก่อนหน้านี้ ซึ่งทั้งยี่ห้อรถและหน้าตาผู้ตายคล้ายกับผู้ที่เคยก่อเหตุในครั้งก่อน จากนั้นตนได้ขับไปบริเวณหน้าปั๊มก่อนที่ นายเต้ (คนซ้อน) จะแสดงสัญลักษณ์ของโรงเรียนเทคโนบางกะปิ ก่อนจะขับรถจยย.ออกไปจากนอกปั๊ม จากนั้นตนได้ขับรถจยย. กลับมาที่บริเวณหน้าปั๊ม และได้สวนทางกันกับผู้ตาย ซึ่งผู้ตายได้ขันรถจยย.ย้อนศรมา และได้ชูนิ้วกลางใส่ตน จากนั้นก็มีการปะทะกันก่อนที่ตนจะใช่มีแทงผู้ตาย ก่อนที่นายเต้จะใช้อาวุธมีดฟันซ้ำจนทำให้เสียชีวิตดังกล่าว ต่อมาแม่ของนายวิศรุต ผู้ตาย และญาติพี่น้อง ได้เดินทางเข้าขอบคุณเจ้าหน้าที่ตำรวจและมอบดอกไม้ เพื่อแสดงการขอบคุณเจ้าหน้าที่ที่สามารถตามจับกุมคนร้ายได้อย่างรวดเร็ว และจะดำเนินการจนถึงที่สุดกับเหตุการที่เกิดขึ้น เจ้าหน้าที่จึงให้ผู้ต้องหา นายอัสลามกราบขอขมาแม่ผู้เสียชีวิต โดยแม่ของนายวิศรุตร่ำไห้กล่าวว่า ขออยากให้ไปก่อเหตุแบบกับใครอีก เพราะหัวอกคนเป็นแม่เสียใจมาก ลองเอาใจเขามาใส่ใจเราบ้าง หากเกิดขึ้นกับครอบครัวแล้วจะรู้สึกอย่างไร  ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การทำแผนประกอบคำรับสารภาพในครั้งนี้มีประชาชนให้ความสนใจมาสังเกตการณ์เป็นจำนวนมาก ทำให้เจ้าหน้าที่ต้องระดมกำลังเจ้าหน้าที่ทหาร เจ้าหน้าที่ตำรวจสน.หนองจอก และอาสาสมัคร จำนวนกว่า 100 คนดูแลความเรียบร้อยในการทำแผนประกอบคำรับสารภาพในครั้งนี้ด้วย โดยใช้เวลาประมาณ 30 นาทีจึงแล้วเสร็จก่อนเจ้าหน้าที่ตำรวจจะนำตัวนายอัสลาม ไปควบคุมต่อที่สน.หนองจอก

ทั้งนี้พล.ต.ท.ศานิตย์ มหถาวร รรท.ผบช.น. ยังได้เชิญนางนาตญา กำมะหยี่ อายุ 48 ปี มารดาของนายอัสลาม ผู้ต้องหาและ นายชลอ ไทรงาม หัวหน้างานปกครองวิทยาลัยเทคนิคกาญจนาภิเษกมหานคร มาพูดคุยทำความเข้าใจและอ่านเข้าคำสั่งคสช. ที่30/2559

นางนาถตยา  กล่าวต่อว่า ตนไม่ได้อยากให้เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้น และคงไม่มีใครอยากให้เกิด การทะเลาะวิวาทนี้ส่งผลให้พ่อแม่เดือดร้อน หากไม่คิดถึงพ่อแม่ก็ให้คิดถึงอนาคตตัวเอง คนเป็นพ่อแม่ลูกจะทำผิดก็พร้อมจะอยู่เคียงข้าง

นายชลอ ไทรงาม หัวหน้างานปกครองวิทยาลัยเทคนิคกาญจนาภิเษกมหานคร กล่าวว่า คำสั่ง คสช. ที่ 30/2559 มีประโยชน์อย่างมากในการควบคุมพฤติกรรมของนักเรียนกลุ่มอาชีวะ โดยในทุกเช้าทางโรงเรียนมีการปลูกฝังหน้าเสาธงตอนเข้าแถวทุกวัน และพยายามให้เลิกเรียนไม่ตรงเวลากับต่างสถาบันเพื่อลดการเผชิญหน้ากัน คำสั่งคสช.ที่30/2559 ข้อที่ 3 นั้นระบุชัดเจนว่าผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องต้องรับโทษตามกฎหมายเช่นกัน

ที่มา>>>ข่าวสด

ดาราสาวโร่จี้ตำรวจเร่งสอบคดี”นักบิน”แฟนเก่าทำร้ายร่างกาย แฉเคยซ้อมจนต้องเข้าไอซียู

เมื่อเวลา 13.00 น. วันที่ 22 ก.ค. น.ส.ปานทอง คชวงษ์ อายุ 25 ปี ดาราสาวละครซิทคอมเรื่อง”เป็นต่อ” ได้เดินทางมาพบพ.ต.ท.วรพันธุ์ พิสุทธานนท์ รองผกก.สอบสวน สภ.คูคต เพื่อให้ปากคำเพิ่มเติม กรณีถูกอดีตแฟนหนุ่มนักบินสายการบินแห่งหนึ่ง ก่อกวน คุกคาม ตามทำร้ายร่างกาย หลังอดีตแฟนหนุ่มนักบินได้มาขอคืนดีแต่ไม่เป็นผลสำเร็จ  สืบเนื่องมาจาก วันที่ 10 ก.ค.ที่ผ่านมา ขณะที่น.ส.ปานทอง ผู้เสียหายได้ขับรถของตนเองไปจอดแล้วเดินลงไปซื้อกาแฟที่ร้านกาแฟแห่งหนึ่ง บริเวณคลองสี่ ตำบลลาดสวาย อำเภอลำลูกกา จังหวัดปทุมธานี ขนาดนั้นอดีตแฟนหนุ่มนักบินได้เข้ามาฉุดกระชาก และหลักผู้เสียหายเข้าไปในรถก่อนที่จะปิดประตู และทำร้ายร่างกาย โดยผู้เสียหายพยามขัดขืนและได้หยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาถ่ายรูป เมื่ออดีตแฟนนักบินเห็นจึงยอมหยุดทำร้ายปล่อยให้ผู้เสียหายลงจากรถและขับรถออกไปอย่างรวดเร็ว  น.ส.ปานทองให้การว่า ได้เคยคบหากับอดีตแฟนหนุ่มนักบินมาได้ระยะหนึ่ง และได้พักอาศัยอยู่บ้านเดียวกันจนเมื่อ 2 ปีก่อน ได้ถูกอดีตแฟนหนุ่มนักบินคนดังกล่าวทำร้ายร่างกายจนได้รับบาดเจ็บเข้าโรงพยาบาล รักษาตัวในห้องไอซียูนานกว่า 1 สัปดาห์ ภายหลังที่ออกจากโรงพยาบาล ตนได้ขอเลิกและย้ายออกจากบ้านที่พักอาศัยอยู่ด้วยกัน ซึ่งครั้งนั้นได้มีการแจ้งความลงพื้นประจำวันไว้ที่สภ.คูคตเมื่อวันที่ 22 ก.ย. 57 แล้วว่าห้ามมิให้มายุ่งเกี่ยวหรือติดต่อกันอีก  “แต่อดีตแฟนหนุ่มนักบินก็ยังตามรังควาน งอนง้อ และพยายามขอคืนดีให้กลับไปอยู่ด้วยกัน แต่หนูได้ปฎิเสธ จนกระทั่งเมื่อปีที่แล้ว หนูได้แต่งงานและมีครอบครัว แต่อดีตแฟนหนุ่มนักบินก็ยังไม่หยุดพฤติกรรมดังกล่าว และมาก่อเหตุทำร้ายร่างกาย ล่าสุดเมื่อวันที่ 10 ก.ค.ที่ผ่านมา ดาราสาวกล่าวว่า วันนี้ตนได้มาสอบปากคำเพิ่มเติมและให้ทางเจ้าที่ตำรวจเร่งรัดคดีนี้เนื่องจากอดีตแฟนหนุ่มนักบินรู้จักกับนายตำรวจคนใหญ่คนโตเยอะ ตนจึงเกรงว่าคดีนี้จะเงียบและจะเกิดความไม่ปลอดภัยในการใช้ชีวิตประจำวัน โดยก่อนหน้านี้ตนได้ร้องเรียนไปทาง”บุ๋ม”ปนัดดา วงศ์ผู้ดี ประธานองค์กรทำดี ให้ช่วยเหลือบ้างแล้ว และหลังจากนี้ก็จะเดินทางไปยังหน่วยงานต้นสังกัดของอดีตแฟนหนุ่มนักบินคนดังกล่าวเพื่อสอบถามว่าการกระทำดังกล่าวเข้าข่ายมีพฤติกรรมไม่เหมาะสมหรือไม่ และทางหน่วยงานมีขั้นตอนและบทลงโทษอย่างไรบ้าง

ทางด้านเจ้าที่ตำรวจหลังจากได้สอบปากคำผู้เสียหายเพิ่มเติมเรียบร้อยแล้วจึงได้ให้ผู้เสียหายพาไปดูที่เกิดเหตุเพื่อหาหลักฐานเพิ่มเติมจากกล้องวงจรปิดและพยานวัตถุในที่เกิดเหตุ พร้อมทั้งจะติดต่ออดีตแฟนหนุ่มนักบินของผู้เสียหายมาสอบสวนเพิ่มเติมต่อไป

ที่มา>>>ข่าวสด