ไม่ผิดหวัง! นักท่องเที่ยวสัมผัสอากาศหนาว ทะเลหมอก ดอยเสมอดาว คึกคัก

ดอยเสมอดาว อุทยานแห่งชาติศรีน่าน อ.นาน้อย จ.น่าน คึกคักและเต็มไปด้วยนักท่องเที่ยวในช่วงวันหยุดยาวต่อเนื่อง ที่มานอนกางเตนท์เพื่อรอชมพระอาทิตย์ขึ้น และ ทะเลหมอก รวมทั้งสัมผัสอากาศที่หนาวเย็นสบาย ซึ่งก็ไม่ผิดหวัง มีทะเลหมอกทั่วพื้นที่อย่างงดงามให้นักท่องเที่ยวได้ถ่ายภาพเก็บไว้เป็นที่ระลึก โดยมีเจ้าหน้าที่กว่า 20 นาย คอยอำนวยความสะดวกทั้งด้านที่จอดรถและลานกางเต้นท์ ซึ่งขณะนี้มีนักท่องเที่ยวหมุนเวียนมาเที่ยวชมความสวยงามและบรรยากาศที่ดอยเสมอดาว มากกว่าวันละ 1,000 คน201612031001444-20090615145041ทางด้านนายรณกฤต จักร์เงิน หัวหน้าอุทยานแห่งชาติศรีน่าน เปิดเผยว่า ได้เตรียมความพร้อมรองรับนักท่องเที่ยวที่จะเดินทางมาท่องเที่ยวในพื้นที่อุทยานแห่งชาติศรีน่าน ทั้งดอยเสมอดาวและผาชู้ รวมไปถึงสถานที่ท่องเที่ยวอื่นๆทั้งเสาดินคอกเสือ แก่งหลวง หมู่บ้านประมงปากนายในช่วงปลายปีนี้ ซึ่งปีที่แล้วมีนักท่องเที่ยวมากถึงกว่า 1แสนคน โดยจัดเจ้าหน้าที่ดูแลและอำนวยความสะดวก ทั้ง 15 จุดบริการ รวม 50 นาย หมุนเวียนตลอด 24 ชั่วโมง และจัดเจ้าหน้าที่ดูแลเรื่องความสะอาดของห้องน้ำ สถานที่ลานกางเตนท์ ให้เพียงพอและพร้อมบริการนักท่องเที่ยว201612031001447-20090615145041

ที่มา>>>ข่าวสด

ขบวนช้าง 189 เชือก หมอบแสดงความอาลัย ในหลวง รัชกาลที่ 9 (คลิป)

เมื่อวันที่ 18 พ.ย. 59 ที่บริเวณอนุสาวรีย์พระยาสุรินทรภักดี ศรีณรงค์จางวาง  จังหวัดสุรินทร์ และองค์การบริหารส่วนจังหวัดสุรินทร์ ได้จัดกิจกรรม ชาวสุรินทร์ร้อยดวงใจ ไว้อาลัยพ่อหลวง ซึ่งกิจกรรมดังกล่าวเป็นอีกกิจกรรมหนึ่งในงาน รวมช้าง รวมใจ ไว้อาลัยพ่อหลวง ซึ่งจังหวัดสุรินทร์กำหนดจัดขึ้นตั้งแต่วันที่ 17 – 20  พฤศจิกายน นี้

โดยกิจกรรมชาวสุรินทร์ร้อยดวงใจ ไว้อาลัยพ่อหลวง  ในครั้งนี้มีส่วนราชการทุกหมู่เหล่า นักเรียน นักศึกษา และประชาชนทั่วไป พร้อมด้วยนักท่องเที่ยวว่า 15,000 เข้าร่วมกิจกรรม มีการจัดบรรเลงเพลงพระราชนิพนธ์ โดยวงออร์เคสตร้า จากโรงเรียนสุรวิทยาคาร  จากนั้นขบวนชาวสุรินทร์ร้อยดวงใจ ไว้อาลัยพ่อหลวง พร้อมช้างจำนวน 189  เชือก เดินออกจากหลังสถานีรถไฟสุรินทร์ เข้ามายังอนุสาวรีย์พระยาสุรินทรภักดี ศรีณรงค์จางวาง

โดยนายอรรถพร สิงหวิชัย ผู้ว่าราชการจังหวัดสุรินทร์ นำส่วนราชการ นักเรียน นักศึกษาและประชาชน พร้อมนักท่องเที่ยวประกอบพิธี หน้าพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช  โดยนำสงบยืนสงบนิ่งเป็นเวลา 89 วินาที จากนั้นได้บรรเลงเพลงล้นเกล้าเผ่าไทย ขับร้องโดย ศิรินทรา นิยากร  และร่วมกันร้องเพลงภูมิแผ่นดิน นวมินทร์มหาราชา และเพลงสรรเสริญพระบารี ซึ่งขณะที่ร่วมกันร้องเพลงสรรเสริญพระบารมี ช้างจำนวน 189 เชือก ได้หมอบลงพร้อมกัน อย่างสวยงาม ทั้งนี้เพื่อร่วมไว้อาลัยพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช44หลังจากเสร็จกิจกรรมชาวสุรินทร์ร้อยดวงใจ ไว้อาลัยพ่อหลวงแล้ว  ผู้เข้าร่วมกิจกรรมทั้งหมดรวมถึงนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ ต่างร่วมกันเลี้ยงอาหารช้าง จำนวน  189 เชือก  เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลฯ โดยทางองค์การบริหารจังหวัดสุรินทร์ได้จัดเตรียมอาหารช้างชนิดต่างๆทั้งกล้วย สับปะรด มันแก้ว ข้าวโพด อ้อย และแตงโม ไว้มากถึง 30 ตัน เพื่อเลี้ยงช้างที่เข้าร่วมกิจกรรม โดยจัดเป็นโต๊ะอาหารช้างยาวถึง 400 เมตร ให้ประชาชน นักท่องเที่ยวได้ร่วมป้อนอาหารช้างอย่างใกล้ชิด

สำหรับงาน รวมช้าง รวมใจ ไว้อาลัยพ่อหลวง ในวันที่ 19 และ 20 พฤศจิกายน นี้ จะมีการจัดแสดงช้างขึ้นที่สนามแสดงช้างจังหวัดสุรินทร์ ตั้งแต่เวลา 08.00 น.เป็นต้นไป โดยจะมีองค์การแสดงรวม 4 องก์ด้วยกัน ประกอบด้วย องก์ที่ 1 ใต้ร่วมพระบารมี,องก์ที่ 2 สุรินทร์เมืองช้าง,องก์ที่ 3 คชสารคู่บารมีคู่แผ่นดิน, องก์ที่ 4 รวมช้าง รวมใจ ไว้อาลัยพ่อหลวง มีช้างจำนวน 160 เชือก และนักแสดงพันคนร่วมแสดงในฉากการแสดงสุดยิ่งใหญ่ เพื่อแสดงความไว้อาลัยต่อพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช

ที่มา>>>ข่าวสด

 

ชาวอุบลแห่เที่ยวชมอุโมงค์”ต้นเสียว” สัมผัสความร่มรื่นตลอดทางยาวนับกิโลฯ

เมื่อวันที่ 6 ก.ย. ผู้สื่อข่าวประจำจังหวัดอุบลราชธานีรายงานว่า ในช่วงนี้มีนักท่องเที่ยวประชาชนไปพักผ่อนชมความงามของอุโมงค์ต้นไม้ ตั้งอยู่สองฝากถนนทางเข้าวัดป่าไทรงาม บ้านทุ่งไทรงาม ต.เมืองเดช อ.เดชอุดม จ.อุบลราชธานี เพราะเป็นสิ่งมหัศจรรย์ที่ธรรมชาติสร้างสรรค์ให้ “ต้นเสียว” ในภาษาถิ่น หรือในภาษากลางคือ “ตะไคร้หางสิงห์ตะไคร้หางนาค” ซึ่งโตเต็มที่อายุราว 15 ปี มีความสูงของลำต้นประมาณ 10 เมตร ได้โน้มตัวเองเข้าหากันทั้งสองฝั่ง ทำให้กลายเป็นอุโมงค์ต้นไม้ยาวประมาณ 1 กิโลเมตร    และเมื่อขับรถเข้าไปในอุโมงค์ของต้นเสียว จะสัมผัสกับความร่มรื่นเย็นสบาย เพราะใบของต้นเสียว ซึ่งเป็นพืชใบเดี่ยวเรียงสลับในระนาบเดียวกัน และมีอยู่อย่างหนาแน่น ทำหน้าที่เหมือนหลังคาใช้บังแดดบังฝน แต่มีลมเย็นๆพัดผ่านเข้ามาในอุโมงค์ตลอดเวลา จึงเป็นที่นิยมของนักท่องเที่ยวและประชาชนที่ขับรถผ่าน ต้องหยุดสัมผัสกับธรรมชาติที่ร่มรื่น และถ่ายรูปเก็บเป็นที่ระลึก    ด้านนางสาวชนัญธิดา พิทักษ์ อายุ 22 ปี นักท่องเที่ยวที่พักอาศัยอยู่ในตัวอำเภอเล่าว่า เวลาว่างชอบมานั่งพักผ่อนชมความงามของธรรมชาติ โดยเฉพาะช่วงนี้ สองฝั่งถนนมีการปลูกข้าวด้วย ก็ยิ่งทำให้รู้สึกสดชื่นจากความเขียวขจีของธรรมชาติ จึงกล่าวเชิญชวนนักท่องเที่ยวที่ไม่เคยเห็นลองมาเที่ยวให้มาพักผ่อนสัมผัสธรรมชาติได้ทุกวัน    สำหรับต้นเสียวปกตินิยมปลูกกันตามหัวไร่ปลายนา หรือเกิดขึ้นเองตามริมลำห้วย โดยเมื่อลำต้นมีอายุราว 2-3 ปี สามารถใช้ประโยชน์เป็นฟืนหรือทำเป็นถ่านไว้ใช้ในครัวเรือน การตัดลำต้นของต้นเสียวแต่ละครั้งไม่ทำให้ต้นตาย แต่จะงอกขึ้นใหม่ และเมื่อได้อายุก็สามารถตัดลำต้นไปใช้ประโยชน์ได้เรื่อยๆ ส่วนการขยายพันธุ์มาจากเมล็ดของต้นเสียวที่ล่วงหล่นลงมาติดผลช่วงเดือนกันยายนถึงธันวาคมของทุกปี

ที่มา>>>ข่าวสด

เก๋งซิ่งชนดะ ชาวบ้านทนไม่ไหวรุมตามตื้บ เจอฝรั่งเมาแอ๋-แจ้งตร.เอาเรื่องชาวบ้าน

 เมื่อเวลา 04.30 น. วันที่ 16 ก.ค. พ.ต.อ.เสริม ขวัญนิมิตร ผกก.สภ.เชิงทะเล จ.ภูเก็ต ได้รับแจ้งจากนายสมชาย ชุมรักษ์ อายุ 52 ปี อยู่ ม.4 บ้านป่าสัก ต.เชิงทะเล อ.ถลาง ว่ามีนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติอยู่ในอาการมึนเมา ขับรถเก๋งเฉี่ยวชนชาวบ้านหลายราย แล้วนำรถไปจอดขวางถนนภายในป่าสักซอย 4 แล้วหนีเข้าไปในบ้านพัก ม.4 ต.เชิงทะเล จึงได้สั่งการให้ ร.ต.ท.สถาพร ทองเทพ รอง.สวป.พร้อมสายตรวจรุดไปตรวจสอบ ที่เกิดเหตุพบนายสมชาย ยืนรอเจ้าหน้าที่ตำรวจอยู่ข้างรถเก๋งฮอนด้า แจ๊ส สีบรอนซ์เทา ป้ายแดง ต 7219 กรุงเทพมหานคร ซึ่งจอดขวางถนนอยู่ สอบถามทราบว่า รถคันดังกล่าวเป็นชาวต่างชาติ ซึ่งอยู่ในอาการมึนเมา ก่อเหตุเฉี่ยวชนชาวบ้านหลายรายแล้วหลบหนีเข้าบ้านพักดังกล่าว จากนั้นเจ้าหน้าที่ได้กดกริ่ง บ้านพัก โดยมีชายชาวต่างชาติเดินออกมาเปิดประตู โดยอยู่ในอาการมึนเมา มีกลิ่นเหล้าคลุ้งและมีเลือดไหลบริเวณริมฝีปาก พร้อมกับหญิงสาวชาวไทย ทราบชื่อ คือ นายพอล วอคเกอร์ อายุ 39 ปี สัญชาติออสเตรเลีย จากนั้นนายพอล ชี้ให้เจ้าหน้าที่ตำรวจดูบาดแผลที่ริมฝีปาก พร้อมกับระบุว่าถูกชาวบ้านทำร้ายมา จากนั้น พ.ต.ท.สากล ไกรนรา สว.(สอบสวน) ได้ควบคุมตัวนายพอล พร้อมนำรถเก๋งคันดังกล่าวกลับไปยัง สภ.เชิงทะเล เพื่อตรวจสอบและสอบปากคำเพิ่มเติม ทั้งนี้จากการตรวจวัดแอลกอฮอล์ในร่างกายของนายพอล ปรากฏว่ามีปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือดสูงถึง 229 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์

จากการสอบสวนเบื้องต้นทราบว่า ก่อนเกิดเหตุ นายพอลได้ขับรถเก๋งคันดังกล่าวอยู่บริเวณหมู่ 4 บ้านป่าสัก ต.เชิงทะเล อ.ถลาง แล้วเฉี่ยวชาวบ้าน จากนั้นได้ขับหลบหนีกลับบ้านพัก โดยมีกลุ่มชาวบ้านติดตามมาจนพบ ต่อมานายสมชายได้เคาะกระจกรถ เพื่อต้องการให้นายพอลเปิดประตูลงไปพูดคุยกันเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น แต่นายพอลไม่ยอม จึงได้โทรศัพท์แจ้งตำรวจ ขณะที่นายพอลอ้างว่าถูกกลุ่มชาวบ้านทำร้ายร่างกายเช่นเดียวกัน

เบื้องต้นพนักงานสอบสวนแจ้งข้อหานายพอลขับรถไม่คำนึงถึงความปลอดภัยของผู้อื่นและขับรถในขณะเมาสุรา เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป ส่วนกรณีนายพอลอ้างว่าถูกทำร้ายร่างกาย เจ้าหน้าที่ตำรวจจะได้สอบสวนข้อเท็จจริงอีกครั้ง

เมื่อเวลา 04.30 น. วันที่ 16 ก.ค. พ.ต.อ.เสริม ขวัญนิมิตร ผกก.สภ.เชิงทะเล จ.ภูเก็ต ได้รับแจ้งจากนายสมชาย ชุมรักษ์ อายุ 52 ปี อยู่ ม.4 บ้านป่าสัก ต.เชิงทะเล อ.ถลาง ว่ามีนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติอยู่ในอาการมึนเมา ขับรถเก๋งเฉี่ยวชนชาวบ้านหลายราย แล้วนำรถไปจอดขวางถนนภายในป่าสักซอย 4 แล้วหนีเข้าไปในบ้านพัก ม.4 ต.เชิงทะเล จึงได้สั่งการให้ ร.ต.ท.สถาพร ทองเทพ รอง.สวป.พร้อมสายตรวจรุดไปตรวจสอบ

ที่เกิดเหตุพบนายสมชาย ยืนรอเจ้าหน้าที่ตำรวจอยู่ข้างรถเก๋งฮอนด้า แจ๊ส สีบรอนซ์เทา ป้ายแดง ต 7219 กรุงเทพมหานคร ซึ่งจอดขวางถนนอยู่ สอบถามทราบว่า รถคันดังกล่าวเป็นชาวต่างชาติ ซึ่งอยู่ในอาการมึนเมา ก่อเหตุเฉี่ยวชนชาวบ้านหลายรายแล้วหลบหนีเข้าบ้านพักดังกล่าว จากนั้นเจ้าหน้าที่ได้กดกริ่ง บ้านพัก โดยมีชายชาวต่างชาติเดินออกมาเปิดประตู โดยอยู่ในอาการมึนเมา มีกลิ่นเหล้าคลุ้งและมีเลือดไหลบริเวณริมฝีปาก พร้อมกับหญิงสาวชาวไทย ทราบชื่อ คือ นายพอล วอคเกอร์ อายุ 39 ปี สัญชาติออสเตรเลีย จากนั้นนายพอล ชี้ให้เจ้าหน้าที่ตำรวจดูบาดแผลที่ริมฝีปาก พร้อมกับระบุว่าถูกชาวบ้านทำร้ายมา

จากนั้น พ.ต.ท.สากล ไกรนรา สว.(สอบสวน) ได้ควบคุมตัวนายพอล พร้อมนำรถเก๋งคันดังกล่าวกลับไปยัง สภ.เชิงทะเล เพื่อตรวจสอบและสอบปากคำเพิ่มเติม ทั้งนี้จากการตรวจวัดแอลกอฮอล์ในร่างกายของนายพอล ปรากฏว่ามีปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือดสูงถึง 229 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์

จากการสอบสวนเบื้องต้นทราบว่า ก่อนเกิดเหตุ นายพอลได้ขับรถเก๋งคันดังกล่าวอยู่บริเวณหมู่ 4 บ้านป่าสัก ต.เชิงทะเล อ.ถลาง แล้วเฉี่ยวชาวบ้าน จากนั้นได้ขับหลบหนีกลับบ้านพัก โดยมีกลุ่มชาวบ้านติดตามมาจนพบ ต่อมานายสมชายได้เคาะกระจกรถ เพื่อต้องการให้นายพอลเปิดประตูลงไปพูดคุยกันเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น แต่นายพอลไม่ยอม จึงได้โทรศัพท์แจ้งตำรวจ ขณะที่นายพอลอ้างว่าถูกกลุ่มชาวบ้านทำร้ายร่างกายเช่นเดียวกัน

เบื้องต้นพนักงานสอบสวนแจ้งข้อหานายพอลขับรถไม่คำนึงถึงความปลอดภัยของผู้อื่นและขับรถในขณะเมาสุรา เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป ส่วนกรณีนายพอลอ้างว่าถูกทำร้ายร่างกาย เจ้าหน้าที่ตำรวจจะได้สอบสวนข้อเท็จจริงอีกครั้ง

ที่มา>>>ข่าวสด

สื่อนอกอาลัย ช้างฮานาโกะตายแล้ว! หลังเกิดกระแสเรียกร้องปรับปรุงที่อยู่

(ช้างฮานาโกะ)

สื่อต่างชาติ รายงานข่าวเศร้า คุณยายฮานาโกะ ช้างไทยเสียชีวิตไกลบ้าน ในวัย 69 ปี หลังต้องใช้ชีวิตเดียวดายลำพัง มานานหลายปี ในคอกซีเมนต์ของสวนสัตว์ในกรุงโตเกียว จนก่อให้เกิดกระแสเรียกร้องจากผู้คนทั่วโลกให้ปรับปรุงสภาพความเป็นอยู่ของคอกช้างฮานาโกะ

เมื่อวันที่ 27 พ.ค.59 สื่อต่างประเทศและสื่อท้องถิ่นในญี่ปุ่น รายงานข่าวเศร้าถึงการเสียชีวิตของ ‘ฮานาโกะ’ ช้างไทยเพศเมีย ในวัย 69 ปี ที่สวนสัตว์ อิโนะคะชิระ ในกรุงโตเกียว เมืองหลวงของญี่ปุ่น เมื่อวันที่ 26 พ.ค.ที่ผ่านมา หลังจากรัฐบาลไทยได้ส่ง ช้างฮานาโกะไปให้แก่ทางการญี่ปุ่น ในฐานะเป็น ‘ของขวัญ’ หรือทูตสันถวไมตรี ตั้งแต่ อายุเพียง 2 ปี ในปี พ.ศ.2492 จนถือเป็นช้างไทยตัวแรกที่เดินทางมาญี่ปุ่นหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เลยทีเดียว

สำนักข่าวบีบีซี สื่อยักษ์ใหญ่ในอังกฤษ รวมทั้งสื่อต่างชาติ หลายสำนัก ได้ชูประเด็นกรณีการตายของช้างฮานาโกะ ว่า ตั้งแต่ปีที่แล้ว (2558) ผู้คนทั่วโลกได้ร่วมรณรงค์เรียกร้อง ให้มีการปรับปรุงสภาพความเป็นอยู่ของที่พักหรือคอกของช้างฮานาโกะ ที่สวนสัตว์อิโนะคะชิระ ให้ดีกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน เนื่องจากเห็นว่า ช้างฮานาโกะ ต้องใช้ชีวิตอยู่อย่างเดียวดายลำพังในคอกที่เป็นปูนซีเมนต์ ขณะที่ สื่อต่างชาติบางสำนัก ชี้ว่า ช้างฮานาโกะ เป็นสัตว์ที่เศร้าที่สุดในโลกช้างฮานาโกะ ใช้ชีวิตลำพังตัวเดียวในคอกที่สวนสัตว์ในกรุงโตเกียว มานานหลายปี

บีบีซี ชี้ว่า ช้าง ฮานาโกะ ซึ่งเป็นชื่อภาษาญี่ปุ่น มีความหมาย ‘ดอกไม้เด็กน้อย’ มีชื่อเดิมว่า ช้างพังคชา ก่อนส่งไปให้ญี่ปุ่นนั้น เป็นสัตว์ที่ดึงดูดให้ผู้คนและนักท่องเที่ยวที่มาเที่ยวชมสวนสัตว์แห่งนี้อย่างมาก แต่ ช้าง เป็นสัตว์สังคม ที่ต้องอยู่รวมกันเป็นฝูง เกิดในป่า ทว่าช้างฮานาโกะกลับต้องมาใช้ชีวิตส่วนใหญ่อยู่ในคอก และอยู่ลำพังในสภาพคอกที่ปิดกั้น มีเพียงหญ้าเขียวๆ เพียงเล็กน้อยเท่านั้น

เมื่อปีที่แล้ว บล็อกเกอร์ชาวแคนาดาคนหนึ่งได้เขียนบทความ เกี่ยวกับการที่ช้างฮานาโกะ ต้องมีชีวิตอยู่ในคอกที่ปิดล้อมเช่นนี้ว่า ฮานาโกะ อยู่ใน ‘คุกคอนกรีต’ จนทำให้ผู้คนทั่วโลกที่รับทราบเรื่องนี้ออกมาร่วมรณรงค์เรียกร้องให้ทางสวนสัตว์อิโนะคะชิระปรับปรุงสภาพความเป็นอยู่ของช้างฮานาโกะให้ดีขึ้น ซึ่งทางเจ้าหน้าที่สวนสัตว์ ก็ได้จัดหาของเล่นใหม่ๆ และมีการเปลี่ยนแปลงปรับปรุงที่อยู่ของช้างฮานาโกะหลายอย่างตามคำเรียกร้อง

อย่างไรก็ตาม ทางสวนสัตว์อิโนะคะชิระ ให้เหตุผลว่า ช้างฮานาโกะแก่เกินไปที่จะถูกย้ายไปอยู่ที่อื่นแล้ว ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญด้านสัตว์ป่าในสหรัฐฯ กล่าวว่า หากนำช้างฮานาโกะไปอยู่รวมกับช้างอื่นๆ อาจสร้างความงงงวยให้แก่ ‘ฮานาโกะ’ ได้ เนื่องจากได้ใช้ชีวิตอยู่ลำพังตัวเดียวมาเป็นเวลาหลายปี

ที่มา>>>Thairath

ช็อก ฉลามยักษ์มา ! ตัวยาวกว่า 3 ม. ว่ายเข้าใกล้ชายหาดสเปน (ชมคลิป)

 (ภาพจากยูทูบ:First Video)

นักท่องเที่ยวบนเกาะมายอร์กา ของสเปน ตะลึงกันสุดๆ เห็นฉลามยักษ์ตัวเบ้อเร่อ ว่ายมาถึงใกล้ชายหาด จนต้องรีบแจ้ง ตร.ให้รีบมาจัดการพาออกไปโดยด่วน คาดเป็นฉลามสีน้ำเงิน ลำตัวยาวกว่า 3 เมตร

เมื่อ 13 พ.ค.59 สื่อต่างประเทศรายงานเหตุการณ์ระทึก นักท่องเที่ยวต้องกรี๊ดลั่น เห็นฉลามตัวใหญ่ยักษ์ ชูครีบเหนือผิวน้ำ สัญลักษณ์ ‘เพชฌฆาตแห่งท้องทะเล’ แหวกว่ายตรงดิ่งเข้ามาใกล้ชายหาดบริเวณท่าเรือปัลมา ของเกาะมายอร์กา หรือเกาะมาร์จอกา เกาะท่องเที่ยวชื่อดังของสเปน ในทะเลเมดิเตอร์เรเนียน เมื่อ 12 พ.ค. จนผู้คนที่เห็นเหตุการณ์พอดี พากันช็อกตกตะลึง ไม่อยากเชื่อ จะมีฉลามใหญ่ขนาดนี้ว่ายเข้ามาใกล้ชายหาด และเคราะห์ดีที่ไม่มีใครลงเล่นน้ำทะเลในขณะนั้น

เดอะ มิร์เรอร์ แจ้งว่า ได้มีการโทรเรียกตำรวจให้มาทันที และเจ้าหน้าที่ได้ใช้วิธีใช้บ่วงคล้องคอลากฉลามยักษ์ตัวนี้ออกไปจากบริเวณดังกล่าว แต่มีโฆษกในสำนักงานตำรวจบนเกาะมายอร์กา เปิดเผยว่า ตำรวจไม่สามารถนำฉลามออกไปยังนอกเขตทะเลได้

ด้านสำนักงานเกษตรและประมงบนเกาะมายอร์กา เชื่อว่า ฉลามตัวนี้ เป็น ‘ฉลามสีน้ำเงิน’ (Blue shark) มีลำตัวยาวถึง 3.5 เมตร มักชอบกินปลา อย่างปลาแฮร์ริ่ง ปลาทูน่า เหมือนฉลามพันธุ์อื่น และปกติแล้ว ไม่กินมนุษย์ แม้ในช่วงปี 2543-2547 มีรายงานฉลามสีน้ำเงินทำร้ายคนที่ว่ายน้ำในทะเลบริเวณเกาะมายอร์กา 15 ครั้ง.

ชมคลิป ที่นี่

ที่มา>>>Thairath