อ่านไม่ตอบVsไม่เปิดอ่าน แบบไหนดีกว่ากัน

อ่านไม่ตอบVsไม่เปิดอ่าน แบบไหนดีกว่ากัน

ปัญหาระดับชาติของคนยุคใหม่ที่ทำให้นอยด์จนความเอ็นจอยในชีวิตหดหาย เวลาที่ส่งไลน์หาใครแล้วมันขึ้นว่า Read แต่ไม่มีคำตอบจากสวรรค์ ประหนึ่งข้อความของเราหายไปกับสายลม แต่บางคนกลับมองว่า เอาวะ!อย่างน้อยเราก็รู้ว่า สารของเราส่งถึงคนรับ ดีกว่าไม่เปิดอ่านเลย อันนั้นดูเหมือนไม่แคร์สัตว์โลกยิ่งกว่า!

ตกลงการโดนอ่านไม่ตอบ กับข้อความไม่ถูกเปิดอ่านเลยแบบไหนมันดีกว่ากัน

Read

อ่านไม่ตอบดีกว่า เพราะว่าสารยังส่งถึงคนรับ

            ส่วนตัวจูนเลือกข้อนี้นะ อย่างน้อยข้อความที่เราส่งไป พอขึ้น Read เราก็อุ่นใจแล้วว่า โอเคคุณรับรู้ละนะ ยิ่งถ้าส่งปุ๊บเปิดปั๊บแม้ไม่ตอบแต่มันก็ฟินมากนะ ดูเหมือนคุณยังอยากรับสาร อารมณ์เหมือนได้บอกรักกับคนที่ชอบ ขอแค่ได้บอกก็พอ เหมือนยกภูเขาออกจากอก คุณจะรักตอบหรือไม่มันก็เรื่องของคุณ แต่ฉันได้บอกความนัยออกไปฉันโล่งแล้ว ฟินราเร่เฮฮาเหมือนปลาได้น้ำ ฉะนั้นส่งอะไรไปถ้าเขาอ่านแม้ไม่ตอบ จูนรู้สึกดีกว่าเขาไม่เปิดอ่านเลย!

ตุ๊กตูนออร์แกไนซ์สาวผู้มีนิสัยห้าวหาญตรงๆ แมนๆ เห็นด้วยในคำตอบนี้ นางให้ความเห็นว่า

“มันก็แล้วแต่ว่าเราเขียนไปว่าอะไร ถ้าเป็นประโยคบอกเล่าอ่านแล้วไม่ตอบ เราไม่ซี หรือถ้าเป็นประโยคคำถามมองในแง่ดีอาจจะลืมตอบ ทำอย่างอื่นไปด้วยเปิดอ่านไปด้วยก็เลยลืม ที่เลือกตอบข้อนี้เพราะรู้สึกดีกว่า เพราะอย่างน้อยอีกฝ่ายก็ได้รับสารที่ส่งไปแล้ว แต่กับการที่เขาไม่เปิดอ่านเลย เหมือนส่งสารไปแล้วไม่ถึงมือผู้รับ”

ริชชี่พีอาร์สาวสุดมั่น ให้ความเห็นสั้นๆแต่ได้ใจความว่า

“ส่งอะไรไปก็ขอให้อ่านเถอะ! ไม่ตอบไม่ว่า แต่ถ้าเปิดอ่านเราสบายใจ!”

No read

   เสียใจน้อยกว่าถ้าไม่เปิดอ่าน

สาวๆ หลายคนเลือกตอบข้อนี้ด้วยเหตุผลที่ว่า เขาอาจจะยุ่งจนยังไม่ได้อ่าน หรือระบบการส่งข้อความอาจขัดข้องทางเทคนิค เขาอาจยังไม่ได้รับ ซึ่งตราบใดที่ข้อความยังไม่ขึ้นว่า Read พวกเธอเหล่านี้ก็รู้สึกว่า มันไม่เสียความรู้สึกเท่าการอ่านไม่ตอบหรอก!

มินดา นักบัญชีสาวพราวเสน่ห์ เลือกตอบข้อนี้พร้อมให้เหตุผลว่า

“อ่านไม่ตอบดูกวนตีนอ่ะ อ่านแล้วแต่ไม่ตอบคืออะไร ไม่เปิดอ่านยังมโนได้ว่าคงยังไม่ว่าง รู้สึกดีกว่าเยอะ”

ส่วนน้องเชอร์รี่ เลขานุการผู้มีงานอดิเรกคือการกินทุกอย่างที่ขวางหน้า ให้ความเห็นไว้ทั้ง 2 คำตอบ เธอบอกว่า

“สำหรับหนู การไม่เปิดอ่านเลยเสียใจน้อยกว่า เพราะถ้าเขาเปิดอ่านแต่ไม่ตอบ มันเป็นการกระทำที่ดูเฉยชามาก เป็นสิ่งที่แสดงให้เรารู้ว่าเขาไม่อยากสานต่อ ไม่อยากคุย เราไม่ได้สำคัญสำหรับเขา แต่ถ้าเลือกมองอีกมุม การที่เขาอ่านแต่ไม่ตอบ คือเราได้บอก ได้ทัก ได้ทำในสิ่งที่เราอยากทำไปแล้ว และเขาก็รับรู้แล้วด้วย เราก็สบายใจเพราะได้ทำตามสิ่งที่อยากทำ ที่เหลือคือหน้าที่จัดการความรู้สึกแย่ๆของเราด้วยตัวของเราเองแค่นั้นพอ”

มาถึงพี่อุราร่า คอลัมนิสต์สุดแซ่บให้ความเห็นไว้ทั้ง 2 คำตอบ เธอบอกว่า

“สำหรับพี่ไม่เปิดอ่านเลยเสียใจน้อยกว่าค่ะ แต่จริงๆก็เจ็บทั้งคู่เนอะ เพราะไม่เปิดไม่ได้หมายความว่าเขาไม่เห็น เขาอาจจะเห็นว่ามีข้อความจากเราแล้วเฉยๆ ไม่กดอ่าน อันนี้ก็เงิบได้ค่ะ”

เอาจริงๆก็ไม่มีใครอยากส่งข้อความไปแล้วโดนอ่านไม่ตอบ หรืออีกฝ่ายไม่ยอมเปิดอ่านหรอกค่ะ ยิ่งเป็นคนที่สำคัญกับใจไม่มีใครโอหรอกจริงไหม และในเมื่อโทรศัพท์มันสามารถโทร.หากันได้ ไม่ใช่เป็นแค่แท่งสี่เหลี่ยมไว้รับส่งข้อความ แนะนำว่าถ้าเป็นประโยคคำถามที่ต้องการคำตอบ หรือถ้าอยากคุยจริงๆ โทร.เถอะค่ะเพื่อชีวิตที่ดีกว่า!!

…อ่านมาถึงตรงนี้ คุณผู้อ่านตอบข้อไหนกันคะ อ่านแต่ไม่ตอบ หรือข้อความไม่ถูกเปิดอ่านเลย?

ที่มา>>>Sanook

“เจ๊สา”นางฟ้าคาราโอเกะโพสต์ยอมรับร้านเคยถูกจับจริง แต่ไม่ได้ค่าประเวณี

จากกรณีที่พ.ต.ท.นราวุธ การามหิโต หรือสารวัตรกาโต้ สว.กก.1.บก.สส.ภ.2 พร้อมพวก 6 คน บุกจับร้านนางฟ้าคาราโอเกะ ในซอย 9 ไร่ ย่านพัทยากลาง เมืองพัทยา จ.ชลบุรี แล้วถูก น.ส.ปะระนิสา ไชยนาพาณิชย์กุล อายุ 36 ปี แจ้งความดำเนินคดี 3 ข้อหาหนัก ต่อมามีรายงานว่า เมื่อวันที่ 8 ม.ค.59 ที่ผ่านมา ร้านนางฟ้าคาราโอเกะแห่งนี้เคยถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.3 บก.สส.ภ.2 จับกุมในข้อหานำเด็กสาวอายุต่ำกว่า 18 ปีมาค้าประเวณีโดยผิดกฎหมายและค้ามนุษย์ และเมื่อปี 2557 ยังเคยถูกตำรวจเมืองพัทยาจับกุมในข้อหาเดียวกัน ตามที่รายงานไปแล้วนั้น  ล่าสุดเวลา 05.30 น. วันที่ 23 ก.ค. น.ส.ปะระนิสา หรือเดียร์ ไชยนาพาณิชย์กุล อายุ 36 ปี หรือคนที่รู้จักเรียกกันว่า “เจ๊สา” ได้โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊ค โดยเช็คอินที่จังหวัดเชียงใหม่ เนื้อหาใจความสำคัญระบุว่า ตัวเองขอแถลงข่าวกรณีที่สื่อหลายสำนักนำเสนอข่าวว่าร้านถูกตำรวจ กก.3 บก.สส.ภ.2 จับกุมในข้อหานำเด็กอายุต่ำกว่า 18 ปีมาค้าประเวณีและค้ามนุษย์ เมื่อวันที่ 8 ม.ค.59 ที่ผ่านมานั้น เกี่ยวกับเรื่องนี้ยอมรับว่าเคยถูกตำรวจจับกุมจริง โดยในช่วงเวลานั้นที่ร้านมีน.ส.สมหมาย จงธนสกุล อายุ 49 ปี เป็นผู้ดูแล ส่วนที่มาที่ไปคือก่อนหน้าที่จะถูกจับกุมได้มี น.ส.แพร (ขอสงวนชื่อ-นามสกุลจริง) เดินทางมาสมัครเป็นพนักงานต้อนรับ หรือพีอาร์ ทำหน้าที่คอยต้อนรับและนั่งดื่มกับลูกค้าที่มาใช้บริการ โดยนำสำเนาบัตรประชาชนระบุว่าอายุ 19 ปีมาทำการสมัคร หลังจากทำงานได้ระยะหนึ่งได้มีชายหนุ่มมาติดพัน น.ส.แพร หลังจากร้านปิดก็มักจะพากันออกไปเที่ยวต่อโดยทางร้านไม่ทราบว่าไปที่ไหน หรือไปทำอะไรกัน กระทั่งวันที่ตำรวจ บก.สส.ภ.2 เข้าจับกุม น.ส.แพร ได้ติดต่อไปหาชายคนดังกล่าวโดยอ้างว่าเอาโทรศัพท์ไปจำนำไว้ในราคา 500 บาท ขอให้เดินทางมาพบที่ร้านและช่วยไถ่โทรศัพท์คืนให้ด้วย โดยเสนอตัวพลีร่างเป็นสิ่งแลกเปลี่ยน ต่อมาน.ส.แพรขอออกไปกินข้าวกับลูกค้าชาย แต่ตามกฎของร้านหากพนักงานออกจากร้านก่อนเวลาก็จะถือว่าขาดงาน และหักเงินวันละ 400 บาท น.ส.แพร จึงไปขอเงินกับหนุ่มคู่ขาเพื่อมาจ่ายให้กับนางสมหมาย คนดูแลร้าน เพื่อจะได้ไม่ต้องหักเงินเดือน

หลังจากทั้งคู่ออกไปไม่นาน ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.3 บก.สส.ภ.2 จึงบุกเข้าจับกุมตัวนางสมหมาย ในข้อหาเป็นธุระจัดหาเด็กอายุต่ำกว่า 18 ปีมาค้าประเวณี และข้อหาค้ามนุษย์ ก่อนส่งตัวให้ ร.ต.อ.จักรกฤษ จันตาคำ รอง สว.(สอบสวน) สภ.เมืองพัทยา ดำเนินคดีตามกฎหมาย ซึ่งตนยอมรับว่าได้เดินทางไปที่สภ.เมืองพัทยาจริง แต่ไปเพื่อประกันตัวนางสมหมาย ไม่ได้ไปขอเคลียร์คดี เนื่องจากร้านนี้เป็นของน้าแท้ๆของตน ส่วนน.ส.แพรเองก็ไม่ได้ให้การซัดทอดมาถึงร้าน และเรื่องนี้กำลังอยู่ระหว่างการพิจารณาคดีในชั้นศาล

ตามข่าวที่บอกว่าสายตรวจมาตรวจและว่ากล่าวตักเตือนนางสมหมาย เรื่องมีเด็กอายุต่ำกว่า 18 ปี ทำงานอยู่ในร้าน รวมถึงเรื่องที่ร้านเคยถูกตำรวจจับเมื่อปี 2557 ตนยืนยันว่าไม่ใช่เป็นความจริงแต่อย่างใด ร้านแห่งนี้เคยถูกจับเพียงครั้งเดียว หากดูสำนวนและคำให้การของน.ส.แพรแล้ว ถือว่าไม่เข้าข่ายการค้ามนุษย์ แต่ติดที่ตรงว่าน.ส.แพรอายุไม่ถึง 18 ปี และมีเงินค่าขาดงาน 400 บาทมาเกี่ยวด้วย เลยทำให้มีช่องทางในการตั้งข้อกล่าวหา

ส่วนกรณี น.ส.แพร ที่มาสมัครงานตอนแรกนั้น ถือว่าเป็นความผิดพลาดโดยไม่เจตนาของนางสมหมาย ที่ไม่ได้ตรวจดูสำเนาบัตรประชาชนของ น.ส.แพร จนมาทราบภายหลังว่าบุคคลในบัตรไม่ใช่ตัวน.ส.แพร แต่หน้าตาคล้ายกันมากๆ สุดท้ายตนอยากขอความเห็นใจจากพี่ๆ น้องๆ นักข่าวด้วย เพราะพอข่าวนี้ถูกนำเสนอออกไปทำให้กระทบถึงภาพลักษณ์ของร้านเป็นอย่างมาก”น.ส.ปะระนิสากล่าว

ต่อมาผู้สื่อข่าวได้เช็คสเตตัสในเฟซบุ๊คของ น.ส.ปะระนิสา พบว่าเจ้าตัวได้เดินทางไปจังหวัดเชียงใหม่ตั้งแต่เมื่อช่วงเช้าวานนี้ (22 ก.ค.) พร้อมกับมีข้อความระบุว่าเหนื่อยกับข่าว เลยบินไปท่องเที่ยวพักผ่อนสมองและทำบุญที่เชียงใหม่ประมาณ 1 สัปดาห์

ด้าน พ.ต.ท.ออมสิน สุขการค้า รอง ผกก.(สอบสวน) สภ.เมืองพัทยา จ.ชลบุรี เผยว่า ขณะนี้ทาง พ.ต.ท.นราวุธ กับพวก ยังไม่เข้าพบพนักงานสอบสวนตามนัด หลังจากนี้จะได้ทำบันทึกข้อความด่วนที่สุด ส่งไปถึง พล.ต.ต.อำพล บัวรับพร ผบก.ภ.จว.ชลบุรี เพื่อส่งผ่านไปยัง พล.ต.ท.ธเนตร์ พิณเมืองงาม ผบช.ภ.2 ให้ส่งตัวตำรวจในปกครองมารับทราบข้อกล่าวหาต่อพนักงานสอบสวนภายในวันพุธที่ 27 ก.ค.นี้ และหากยังไม่มาอีกก็จะทำการออกหมายจับต่อไป

ที่มา>>>ข่าวสด