ชาวสวนลำพูน ครวญ พิษแล้งทำลิ้นจี่ลูกเล็ก เสียง่าย ขายไม่ดี

ภัยแล้งกระทบหนักรอบ 50 ปี! สวนลิ้นจี่เมืองลำพูน ขาดน้ำหล่อเลี้ยง ทำผลผลิตลูกเล็ก เสียง่าย แม่ค้าครวญ ราคาถูกลงกว่าทุกปี แถมขายไม่ดี เนื่องจากขนาดไม่ได้มาตรฐาน …

เมื่อวันที่ 19 พ.ค. 59 ที่บริเวณริมถนนหน้าวัดดอยติ ต.ศรีบัวบาน อ.เมือง จ.ลำพูน ถนนซุปเปอร์ไฮเวย์ เชียงใหม่-ลำพูน ได้มีบรรดาพ่อค้าแม่ค้า นำเอาลิ้นจี่พันธุ์ต่างๆ มาวางขายเป็นจำนวนมาก โดยตั้งเป็นซุ้มขายกันริมถนน เพื่อให้ลูกค้าที่ขับขี่รถผ่านไปมาได้แวะซื้อไปรับประทาน

นางสาวอรุณี ผดุงศักดิ์ แม่ค้าขายลิ้นจี่ริมถนน กล่าวว่า ราคาลิ้นจี่ปีนี้ค่อนข้างจะถูกกว่าปีก่อน เพราะผลผลิตมีน้อย แต่ตรงกันข้ามราคาลิ้นจี่กลับมีราคาถูกลง ทั้งนี้ สาเหตุหลักมาจากปัญหาภัยแล้งที่รุนแรง น้ำในลำห้วยหนอง คลองบึงที่ชาวสวนลิ้นจี่ใช้รดน้ำต้นลิ้นจี่ไม่เพียงพอ ทำให้ผลผลิตออกมาไม่ดีไม่ได้มาตรฐาน ทั้งพันธุ์ฮวงฮวย พันธุ์จักรพรรดิ์ กิมเจง ได้รับผลกระทบหมดลูกเล็ก อีกทั้งร่วงเสียหายง่ายด้วย บางวันเก็บตอนเช้า พอโดนแดดแรงเพียง 1-2 วัน สีของลิ้นจี่ จะเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลคล้ำดูเหมือนเสีย แต่ไม่ได้เสีย ข้างในสุก หอมอร่อยปกติ เพียงแต่โดนแดดทำให้ดูข้างนอกเสียเท่านั้นร้านขายลิ้นจี่ริมถนนหน้าวัดดอยติ ต.ศรีบัวบาน อ.เมือง จ.ลำพูน ถนนซุปเปอร์ไฮเวย์ เชียงใหม่-ลำพูน

สอบถามชาวสวน เกี่ยวกับปัญหาของภัยแล้ง พอจะทราบว่า ภัยแล้งในปีนี้ รุนแรงมากที่สุดในรอบ 50 ปี น้ำที่ขุดเจาะไว้สำหรับเลี้ยงต้นไม้ทั้ง ลำไย ลิ้นจี่ ได้รับผลกระทบหมด น้ำไม่เพียงพอ

ขณะที่ ชาวสวน ในพื้นที่ อ.บ้านธิ อ.บ้านโฮ่ง และ อ.ป่าซาง จ.ลำพูน โอดครวญว่า เจอภัยแล้งรุนแรงมาก จนต้องถอดใจปล่อยให้ต้นลิ้นจี่ ลำไย เป็นไปตามยถากรรม บางสวนยืนต้นตาย บางสวนเริ่มแห้งเหี่ยว รอเพียงฝนตกลงมาเท่านั้นจึงจะสามารถยื้อชีวิตได้.

ที่มา>>>Thairath

แล้งวิกฤติ! ชาวบ้านปิดล้อมแย่งน้ำเทศบาลเมืองคอน ห้ามสูบหวั่นตลิ่งพัง

แล้งเมืองคอนวิกฤติ!! น้ำประปาเทศบาลขาดแคลนหนัก-ชาวบ้านเปิดศึกแย่งน้ำ แห่ปิดล้อมบ่อน้ำห้ามไม่ให้เทศบาลสูบน้ำไปใช้ผลิตน้ำประปา เหตุทำให้ตลิ่งพัง ชาวบ้านในพื้นที่เดือดร้อนอย่างหนัก…

เมื่อวันที่ 13 พ.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานจาก จ.นครศรีธรรมราช ว่า สถานการณ์ภัยแล้งที่วิกฤติอย่างหนัก หลังจากน้ำประปาในเขตเทศบาลนครนครศรีธรรมราชหยุดไม่ไหลมานานเกือบ 2 เดือนแล้ว จนชาวบ้านในเขตเทศบาลนครนครศรีธรรมราชได้รับความเดือดร้อนอย่างหนักไปทั่วทุกครัวเรือน ซึ่งแม้ว่าทางผู้บริหารเทศบาลนครนครศรีธรรมราชได้วิ่งหาแหล่งน้ำดิบมาผลิตน้ำประปากันวุ่นหลายแห่ง แต่ก็ไม่เพียงพอกับความต้องการของประชาชนในพื้นที่ ยิ่งสร้างความเดือดร้อนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะแหล่งน้ำดิบที่บ่อน้ำนาทราย ต.นาทราย อ.เมืองนครศรีธรรมราช ซึ่งทางเทศบาลนครนครศรีธรรมราชใช้เป็นแหล่งน้ำดิบที่สูบไปผลิตน้ำประปาตลอด 24 ชม. แต่ก็ยังไม่เพียงกับความต้องการของประชาชนในเขตเทศบาล ที่ต้องสูบน้ำไปใช้ตลอด 24 ชม.ล่าสุดเมื่อเวลา 13.00 น. ได้มีกลุ่มชาวบ้านในพื้นที่ ต.นาทราย จำนวนประมาณ 50 คน ได้เดินทางมาปิดล้อมบริเวณบ่อน้ำนาทราย หมู่ 1 ต.นาทราย อ.เมือง จ.นครศรีธรรมราช โดยเรียกร้องให้เจ้าหน้าที่เทศบาลนครนครศรีธรรมราชได้หยุดทำการสูบน้ำจากบ่อน้ำนาทรายดังกล่าวทันที เพราะได้สร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชนในพื้นที่ ต.นาทราย เป็นอย่างมาก ทำให้ขาดแคลนน้ำไม่มีน้ำใช้ และยังทำให้ตลิ่งพัง ทำให้พืชผลด้านการเกษตรของชาวบ้านได้รับความเสียหายไปด้วย ซึ่งเป็นผลมาจากการสูบน้ำจากบ่อน้ำดังกล่าวไปใช้มากเกินไป ชาวบ้านในพื้นที่ ต.นาทราย ได้รับความเดือดร้อนเป็นอย่างมาก จนในที่สุดนายสุดเจริญ สุดสมบูรณ์ นายก อบต.นาทราย ได้เดินทางมาเจรจากับชาวบ้าน และสั่งหยุดเครื่องสูบน้ำของเทศบาลทันที ตามความต้องการของชาวบ้านในพื้นที่ ข่าวคืบหน้าจะเสนอต่อไป.

ที่มา>>>Thairath

ภัยแล้งชัยนาทขยายวง ทำมะนาวออกผลน้อย ดันราคาพุ่งเฉียดลูกละ 10 บ.

สถานการณ์ภัยแล้ง จ.ชัยนาท ยังขยายวงกว้าง กระทบพืชผลเกษตรพาเหรดขึ้นราคา ขณะที่ มะนาวออกผลน้อย ปรับขึ้นราคาเฉียด 10 บาทต่อลูก ด้าน แม่ค้าตลาดสดภาษีซุง เผย มีโอกาสแตะลูกละ 15 ส่วนน้ำในเขื่อนเจ้าพระยา เหลือใช้อีกประมาณ 100 กว่าวันเท่านั้น …

วันที่ 22 เม.ย. 2559 ผู้สื่อข่าวรายงาน สถานการณ์น้ำในลุ่มน้ำเจ้าพระยาล่าสุด ตรวจสอบระดับน้ำ ที่สถานีวัดน้ำเหนือเขื่อนเจ้าพระยา ต.บางหลวง อ.สรรพยา จ.ชัยนาท ระดับน้ำเหนือเขื่อนยกตัวขึ้นอยู่ที่ 14.11 เมตร จากระดับน้ำทะเลปานกลาง ระดับน้ำลดลงอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ระดับระดับน้ำท้ายเขื่อนทรงตัวอยู่ที่ 5.96 เมตร จากระดับน้ำทะเลปานกลาง โดยเขื่อนเจ้าพระยาคงอัตราการระบายน้ำไว้ที่ 75 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที เพื่อรักษาระบบนิเวศ ผลักดันน้ำเค็มและผลิตน้ำประปา จากการคาดการณ์น้ำในเขื่อนเจ้าพระยานั้นสามารถใช้ได้อีกประมาณ 100 กว่าวันเท่านั้นภัยแล้งชัยนาท หนัก ทำมะนาวออกผลน้อย ดันราคา เฉียดลูกละ10บาท

ขณะที่ ผลกระทบของภัยแล้งยังขยายเป็นวงกว้าง ส่งผลให้พืชผลทางการเกษตรมีราคาที่สูงขึ้น เช่นเดียวกับมะนาว ที่ติดผลลดลง ทำให้มีมะนาวป้อนเข้าตลาดเป็นจำนวนน้อย และเริ่มขาดตลาด ราคาขายจึงปรับขึ้นในทุกขนาด โดยขนาดใหญ่หรือจัมโบ้ ราคาขายหน้าร้านขยับจากลูกละ 5 บาท เป็น 8 บาท ขนาดกลางปรับขึ้นเป็นลูกละ 6 บาท และขนาดเล็กราคาขายอยู่ที่ลูกละ 4 บาทน้ำน้อย แล้งทำมะนาวราคาพุ่ง!

ด้าน นางอรทัย ปานศรี แม่ค้ามะนาวสดภายในตลาดสดภาษีซุง เปิดเผยว่า ในช่วงหลังเทศกาลสงกรานต์ ที่อากาศทวีความร้อนขึ้นอย่างต่อเนื่อง ผู้คนหาซื้อมะนาวไปทำเครื่องดื่ม ไปผสมเครื่องดื่มต่างๆ เพื่อความสดชื่น ทำให้มีความต้องการใช้มะนาวมากขึ้น ราคามะนาวมีโอกาสที่จะปรับขึ้นไปถึงลูกละ 15 บาท เหมือนเช่นปีที่ผ่านมา ที่เคยถีบตัวสูงขึ้นจนน่าตกใจ หรืออาจจะแพงกว่าปีที่ผ่านมาก็ว่าได้ เพราะผลผลิตช่วงภัยแล้งมีน้อย ไม่เพียงพอต่อความต้องการของผู้บริโภคอย่างเห็นได้ชัด.

ที่มา>>>Thairath

อุทยานฯ ภูหินร่องกล้า เตรียมตัดน้ำรีสอร์ทภูทับเบิก หลังน้ำแล้ง-ชาวบ้านเดือดร้อน

 * อุทยานฯ ภูหินร่องกล้า เตรียมตัดน้ำรีสอร์ทภูทับเบิก หลังน้ำแล้ง-ชาวบ้านเดือดร้อน *

ตัดน้ำรีสอร์ทภูทับเบิก

อุทยานฯ ภูหินร่องกล้า เตรียมตัดน้ำรีสอร์ทภูทับเบิก หลังน้ำแล้ง-ชาวบ้านเดือดร้อน เผยบอกก่อนล่วงหน้าเพื่อให้มีเวลาเตรียมตัว ชี้หากถึงกำหนดตรวจสอบพบท่อน้ำ จะทำการรื้อทิ้ง

วันนี้ (16 มีนาคม 2559) นายสุวรรณ ภานุนำภา หัวหน้าอุทยานแห่งชาติภูหินร่องกล้า เปิดเผยถึงกรณีที่โรงแรมรีสอร์ทภูทับเบิกได้ดึงน้ำจากพื้นที่เขตอุทยานฯ มาใช้ในกิจการว่า ตั้งแต่มีการจัดตั้งหมู่บ้านก็มีการดึงน้ำจากพื้นที่อุทยานฯ เพื่อการอุปโภค บริโภค ในชุมชน แต่หลังจากปี 2552 เมื่อมีโรงแรม รีสอร์ท ผุดขึ้นมากมาย และทางรีสอร์ทเหล่านี้ก็ได้ดึงน้ำจากฝายชุมชนมาใช้ ทำให้ชาวบ้านบางพื้นที่เดือดร้อนเรื่องแหล่งน้ำไม่เพียงพอ ขณะเดียวกันก็ยังมีเสียงสะท้อนว่า ทางอุทยานฯ ไปเอื้อประโยชน์ให้กิจการรีสอร์ทด้วย

ด้วยเหตุนี้ทางอุทยานฯ ได้รับนโยบายจากกรมป่าไม้ว่า จะไม่เอื้อน้ำให้รีสอร์ทอีกต่อไป เนื่องจากรีสอร์ททำให้แหล่งน้ำแห้งอย่างรวดเร็ว ขณะเดียวกันทางช่วงหลังรีสอร์ทก็ได้มีการเจาะน้ำบาดาลเพิ่มขึ้น ทำให้มีน้ำใช้ในกิจการตัวเองแล้ว โดยหลังจากนี้ทางอุทยานฯ จะเข้าตรวจสอบรีสอร์ทเหล่านี้ หากพบเห็นก็จะแจ้งให้ผู้ประกอบการรื้อท่อน้ำออก แต่จะให้คงไว้เฉพาะในส่วนของชุมชนและหมู่บ้าน ที่ยังใช้น้ำจากพื้นที่เขตอุทยานฯ ได้ตามปกติ

ขณะที่ นายชลธิศ สุรัสวดี อธิบดีกรมป่าไม้ ระบุว่า อยากแจ้งเตือนล่วงหน้าแก่ผู้ประกอบการรีสอร์ทก่อน ถึงแม้จะมีระเบียบกฎหมายกำกับก็ตาม เพื่อให้โอกาส แต่หากจู่ ๆ ไม่มีน้ำใช้และมีผู้พักอาศัยก็จะเกิดความลำบากได้ จึงให้เวลาเตรียมตัวอย่างน้อย 15-30 วัน เพื่อเตรียมแท็งก์เก็บกักน้ำ หากรายใดเหลือบ่ากว่าแรงก็จะพิจารณาเป็นรายกรณีต่อไป และจะแจ้งให้พื้นที่ชุมชนได้รับทราบด้วย

ภาพจาก Em7 / shutterstock.com