5 แอปมือถือที่ต้องมี และห้ามลบ

5 แอปมือถือที่ต้องมี และห้ามลบ

หลายโปรแกรมนั้นดีงามแต่ชีวิตอาจไม่ได้ใกล้เคียงกับการใช้งานมันเท่าไหร่ หรือบางโปรแกรมเราแอบใช้แค่ปีละครั้ง ดังนั้นเพื่อให้มือถือเราไม่เกิดอาการอืดเมื่อใช้ไปนานๆ ก็ต้องหมั่นลบกันหน่อยนะ ว่าแต่แล้วเราควรจะมีโปรแกรมอะไรติดเครื่องไว้หละนอกจากโปรแกรมที่เราใช้ประจำอยู่แล้ว ผมขออนุญาตแนะนำกันไปเลย1. แอปพลิเคชั่นในหลวงและราชินี แม้เราจะโศกเศร้ากับการจากไปของในหลวงเรา แต่คำสอนและสิ่งที่เป็นที่ระลึกเราควรมีติดมือถือกันไว้บ้าง ดังนั้นโหลดกันเลยคือ แอพ “สุขพอที่พ่อสอน” นั่งดูรูปและอ่านคำสอนของในหลวงรัชกาลที่ 9 ก็ทำให้การดำเนินชีวิตเราถูกทิศถูกทาง และยังสามารถแชร์ไปยังสังคมออนไลน์ได้ด้วย ถ้าโหลดก่อนเดือนธันวาคมนี้จะยังเป็นเวอร์ชันแรก แต่ถ้าโหลดหลังธันวาเป็นต้นไปนี่จะมีเวอร์ชันใหม่ออกมา คนที่มีอยู่แล้วน่าจะอัพเดทกันอัตโนมัติ ส่วนแอพ “สุขแท้ที่แม่ให้” อันนี้ก็ของราชินี โหลดไปคู่กันห้ามพลาดนะจ๊ะ แถมให้อีกหน่อย แอพ OHMBooksShelf นี่ก็หนังสือที่เกี่ยวข้องนะจ๊ะ

2. แอปพลิเคชั่นแจ้งเหตุด่วนเหตุร้าย 2 แอพตัวนี้ผมแนะนำว่าคนไทยทุกคนควรมีติดตัว นั่นคือ police I lert u และ claimdi ทั้งสองตัวนี่จากค่ายเดียวกัน ตัวแรกเอาแจ้งเหตุด่วนเหตุร้าย จากเดิมปกติจะโทร 191 ไม่ติด หรือติดแล้วจะแจ้งเหตุบางคนไม่คุ้นเคย ผมนี่โดนกับตัว เห็นมอเตอร์ไซค์คว่ำคนขับนอนพะงาบๆ ผมรีบโทร 191 เลย ตำรวจที่รับสายถามว่าเหตุเกิดตรงไหนผมอธิบายไม่ถูก เพราะเป็นจุดที่ผมไม่คุ้นเคย แต่ถ้าเป็นแอพ police I lert u มันจะระบุตำแหน่งของเราทันที ไม่ต้องกดโทรออกใดๆ เดี๋ยวตำรวจโทรหาเรา และมันจะแมทชิ่งกับสายตรวจว่าอยู่ตรงไหน ใครใกล้เราที่สุดให้อีกด้วย ติดตัวไว้ครับดีมาก อีกตัวคือ claimdi อันนี้สำหรับคนมีรถที่ทำประกันภัยเอาไว้ ชนกับใครก็ง่ายแล้วครับ เพราะแค่เชคแล้วแยกเรื่องก็จบ และยังมีฟังค์ชั่นไว้ให้ใช้งานอีกเยอะเลย
ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ มือถือ
3. แอปพลิเคชั่นที่เกี่ยวกับน้ำ บางครั้งน้ำท่วมน้ำแล้ง พวกคนกรุงอาจจะเห็นเป็นเรื่องไกลตัว แต่เดี๋ยวนี้มันกระทบชีวิตทุกอย่าง เอาเป็นว่าโหลดแอพฯ ไปสักสองตัวน่าจะทำให้อุ่นใจได้เยอะ ตัวแรกคือ TVIS ตัวนี้ผมเอาไว้ดูเรดาร์น้ำฝน ฝนจะตกหนัก ตกน้อย ช่วงหน้าฝนจึงเป็นช่วงที่ควรมีแอพนี้ติดตั้งเอาไว้จะได้รู้ อีกแอพนึงคือ Thai water แอพนี้จะบอกว่าปริมาณน้ำในคลอง ในแม่น้ำ ในเขื่อนต่างๆ ตอนนี้เป็นอย่างไร ใช้งานได้ทั้งหน้าร้อนและหน้าฝน เกษตรกรก็เอาไว้คาดการณ์การเพาะปลูก คนเมืองก็เอาไว้ดูว่าโอกาสน้ำจะท่วมในแต่ละพื้นที่เป็นอย่างไร

4. แอปพลิเคชั่นที่เกี่ยวกับรถสาธารณะ ไม่ว่าจะเป็น Grab Taxi. Uber หรือจะเป็น All Thai Taxi ควรอย่างยิ่งที่จะต้องติดตัวเอาไว้ เพราะวันที่เราเรียกแท็กซี่ธรรมดาไม่ได้ พวกนี้ช่วยเราได้เยอะ ผมเองแม้จะมีโอกาสใช้น้อยเพราะขับรถด้วยตัวเองตลอด แต่ก็ต้องสำรองเอาไว้ใช้ในยามฉุกเฉินห้ามลบ และต้องมีเอาไว้ทุกแอพเพื่อความอุ่นใจ น้องจากนั้นแล้วแอพเกี่ยวกับมอเตอร์ไซค์รับจ้างก็ต้องติดเอาไว้ด้วยเหมือนกัน อย่าง skootar และอื่นๆ ก็จะทำให้ชีวิตการเดินทางของคุณง่ายขึ้น อ้ออย่าลืมแอพของขสมก.ล่าสุดนะครับ ปรับแล้วครับ เพราะเขาใส่ GPS ไว้ที่รถเมล์ทุกคัน ทำให้เราติดตามรถเมล์จากเครื่องเราได้เลย สนุกหละครับอย่างนี้

5. แอปพลิเคชั่นสุดท้ายที่ต้องมี ระดับคนเมืองอย่างผม ทำงานหาเงินแล้วก็ต้องเที่ยวสิครับ แอพอย่าง Hopper ที่ทำให้เราหาเที่ยวบินที่เหมาะกับช่วงเวลาที่สุด หรือว่าจะเป็น penguint (ของจริงต้องมีตัว t ตอนท้ายนะครับ) ที่เป็นการค้นหาทริปในฝัน กับเที่ยวบินราคาถูกที่สุด คืองัดเอาโปรต่างๆ มาโชว์กันไปเลย นอกจากนั้นก็เป็นแอพตางๆ ที่เกี่ยวกับเมืองที่เราอยากไปหละครับ อยากไปญี่ปุ่นนี่แอพเพียบเลย อยากไปยุโรปก็ไม่ใช่ย่อย

ที่มา>>>Sanook

 

ปล่อยลูกน้อยไว้กับ “ทีวี” “แท็บเล็ต” เสี่ยงเป็น “ออทิสติกเทียม”

ปล่อยลูกน้อยไว้กับ “ทีวี” “แท็บเล็ต” เสี่ยงเป็น “ออทิสติกเทียม”

ทุกวันนี้บางครั้งหันไปเห็นคุณแม่นั่งทานข้าว เล่นมือถือ แล้วปล่อยให้ลูกนั่งสไลด์ไอแพดเล่น หรือบางคนอาจจะอยากปั่นงานที่บ้าน เลยเปิดทีวีช่องการ์ตูนให้ลูกน้อยดู พร้อมกองขนมข้างตัว เชื่อหรือไม่ว่าสิ่งเลห่านี้หากทำบ่อยๆ นานๆ จนลูกน้อยชิน อาจทำให้ลูกน้อยขาดพัฒนาทางร่างกายและสมองอย่างที่ควรจะเป็น จนกระทั่งรู้ตัวอีกที เด็กๆ อาจเสี่ยงโรค “ออทิสติกเทียม” ได้

“ออทิสติกเทียม” คืออะไร?

ทุกคนคงรู้จัก “ออทิสติก” ที่หมายถึงความผิดปกติในสมองของเด็ก ที่ทำให้เด็กมีพฤติกรรมทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งซ้ำๆ และจำกัด จนทำให้สมอง และร่างกายขาดการพัฒนาที่เหมาะสมตามวัย จนทำให้เรียนรู้สิ่งต่างๆ ช้ากว่าเด็กคนอื่นในวัยเดียวกัน

สำหรับ “ออทิสติกเทียม” เป็นความผิดปกติของสมองเช่นเดียวกัน แต่มีสาเหตุมาจากการเลี้ยงดูที่ไม่ถูกต้อง ไม่เหมือนออทิสติกแท้ทีมีความผิดปกติจากสมองของเด็กเอง อาจจะตั้งแต่แรกเกิด หรือตั้งแต่อยู่ในครรภ์มารดา

พฤติกรรมเสี่ยง “ออทิสติกเทียม”

1. ไม่สบตากับคนที่พูดด้วย

2. ทำอะไรซ้ำๆ

3. อายุเกือบ 2 ขวบ แต่ยังพูดไม่ได้ หรือพูดแต่ภาษาที่คนอื่นไม่เข้าใจ

4. ไม่แสดงท่าทาง หรือส่งเสียงเรียก

5. ไม่ตอบสนองต่อแสง สี หรือเสียง

6. ไม่ส่งเสียงอ้อแอ้

7. ร้องไห้หนักแบบไม่มีเหตุผล

8. ผูกพันกับสิ่งใดสิ่งหนึ่งมากเกินไป เช่น หากติดไอแพด หรือทีวี เดินไปปิด หรือดึงคืน จะร้องเสียงดังจะเป็นจะตาย

9. ไม่สนใจคนรอบข้าง

10. ไม่สนใจที่จะแสดงความรัก โดยการอุ้ม กอด หอม

11. ไม่มีความพยายามในการลอกเลียนแบบท่าทาง หรือเสียงของพ่อแม่ หรือคนรอบข้าง

12. เล่นสมมติไม่เป็น เช่น สมมติว่าเป็นตุ๊กตา ก็จะไม่สามารถหยิบจับตุ๊กตาในท่าทางที่ถูกต้องได้

13. ไม่สนใจทำกิจกรรม หรือพูดคุยกับเด็กคนอื่นๆ ชอบปลีกตัวอยู่คนเดียว

14. ไม่สามารถบอก หรือแสดงความต้องการของตัวเองได้

15. มีอาการแสดงออกที่แตกต่างจากเด็กคนอื่นๆ ในวัยเดียวกัน

วิธีการเลี้ยงดู เพื่อหลีกเลี่ยง “ออทิสติกเทียม”

1. ไม่ควรให้เด็กเล็กดูทีวี หรือเล่นแท็บเล็ตอยู่คนเดียวนานเกินไป เพราะจะทำให้ขาดปฏิสัมพันธ์กับคนอื่น และไม่รู้จักการสื่อสารกับคนอื่น

2. ควรให้ลูกน้อยได้เล่นของเล่น เพื่อเสริมสร้างพัฒนาการที่ดีให้แก่สมอง และร่างกาย โดยเลือกให้เล่นทีละอย่าง อย่าให้หลายๆ อย่างในครั้งเดียวกัน เพราะเด็กอาจเกิดความสับสน และเพื่อช่วยให้เด็กมีสมาธิจดจ่ออยู่กับของเล่นทีละชิ้น

3. พูดคุยกับเด็กบ่อยๆ พูดช้าๆ ชัดๆ ให้เขาได้เรียนรู้การออกเสียง และเลียนแบบพฤติกรรมของผู้เลี้ยงดู

4. ฝึกให้หยุดร้องงอแงเมื่อเด็กงอแงโดยไร้เหตุผล และให้รางวัลกับเด็กเมื่อทำในสิ่งที่ดี ที่ถูกต้อง

5. พ่อแม่ หรือผู้เลี้ยงดู ต้องพยายามมีส่วนร่วมต่อกิจกรรมของเด็กให้มากขึ้น ไม่ว่าเด็กจะกำลังเล่น หรือทำอะไรอยู่

ใครที่กำลังสงสัยว่าลูกน้อยเสี่ยงเป็นโรคออทิสติกหรือเปล่า ไม่ว่าจะแท้หรือเทียม ควรรีบปรึกษาแพทย์ เพื่อหาทางแก้ไข และรับการรักษาได้อย่างทันท่วงที ก่อนที่จะสายเกินแก้ จนกระทบต่อพัฒนาการ และการใช้ชีวิตในสังคมของลูกน้อยในภายภาคหน้านะคะ

ที่มา>>>Sanook