3 วิธีดีท็อกซ์ ล้างพิษตับผิดๆ ที่ห้ามทำ อันตรายถึงชีวิต

3 วิธีดีท็อกซ์ ล้างพิษตับผิดๆ ที่ห้ามทำ อันตรายถึงชีวิต

ใครที่รู้จักคำว่า “ดีท็อกซ์” คงจะเคยได้ยินถึงข้อดีของมันมาบ้าง พูดกันง่ายๆ ก็เหมือนกันกับการล้างพิษ ล้างสิ่งไม่ดีออกจากร่างกาย ทำแล้วเชื่อกันว่าทำให้ระบบภายในร่างกายใสสะอาด ปราศจากเชื้อโรค แบคทีเรีย หรือสิ่งหมักหมมต่างๆ ที่ทำให้ร่างกายสกปรก หรือทำให้เป็นโรคภัยต่างๆ โดยทำแล้วสิ่งที่ไม่ดีต่อร่างกายทั้งหลายจะไหลออกมาพร้อมกับอุจจาระ

ด้วยความเชื่อนี้ จึงทำให้หลายคนหันไปทำดีท็อกซ์กันเป็นว่าเล่น มีสูตรดีท็อกซ์แพร่หลายตามโลกออนไลน์ต่างๆ มีสมุนไพรที่โฆษณาว่าช่วยดีท็อกซ์ร่างกาย รวมไปถึงทัวร์ล้างพิษตับไตที่ตามสถาบันต่างๆ จัดขึ้นอีกด้วย จึงมีหลายคนหลวมตัวไปเข้าคอร์สดังกล่าว หรือจำสูตรมาทำเองที่บ้าน จนเกิดอันตรายถึงแก่ชีวิต วิธีดีท็อกซ์ร่างกายแบบไหนควรหลีกเลี่ยงด่วนๆ Sanook! Health มีคำตอบค่ะ

3 วิธีดีท็อกซ์ ล้างพิษตับผิดๆ ที่ห้ามทำ อันตรายถึงชีวิต

1. อดอาหาร ทานได้แต่อาหารบางประเภทที่เชื่อว่าช่วยดีท็อกซ์ร่างกาย

การอดอาหารแล้วทานอาหารอย่างใดอย่างหนึ่งเพียงอย่างเดียว เช่น ดื่มแต่น้ำมะนาวโซดา น้ำมะพร้าว น้ำใบย่านาง หรือทานแต่ผลไม้ล้วนๆ นอกจากจะไม่ได้ช่วยดีท็อกซ์ร่างกายอย่างแท้จริงแล้ว ยังทำให้ร่างกายขาดสารอาหาร หนำซ้ำยังอาจทำให้หมดพลังงาน ไม่มีแรง หน้ามืด ตาลาย น้ำตาลในเลือดต่ำ ยิ่งใครที่ทานแต่ของที่ทำให้ถ่าย อาจเกิดอาการช็อคจากการขาดน้ำจนเสียชีวิตได้

2. สวนรูทวารหนัก

ใครที่มีปัญหาเรื่องการขับถ่าย อึดอัดท้องอยากถ่ายแต่ไม่ถ่าย อาจเลือกวิธีสวนรูทวาร โดยการสอดสายน้ำเกลือที่บรรจุของเหลวอย่างน้ำ หรือน้ำกาแฟเข้าไป จริงๆ แล้วด้วยวิธีที่ทำไม่ถือว่าผิด แต่หากคนที่ทำไม่มีความรู้ความเข้าใจที่ดีพอ รวมไปถึงอุปกรณ์ต่างๆ ที่อาจไม่สะอาดพอ อาจทำให้ติดเชื้อจนถึงขั้นเสียชีวิตได้เช่นกัน

นอกจากนี้การสวนรูทวารหนักจะทำให้มีอุจจาระออกมาในปริมาณมาก ไม่ได้หมายความว่าเป็นการดีท็อกซ์ลำไส้จนสะอาดหมดจดอย่างที่คิด แต่เป็นการกระตุ้นการบีบตัวของลำไส้ใหญ่มากจนเกินไป และหากล้างลำไส้บ่อยๆ อาจทำให้ลำไส้สูญเสียแบคทีเรียในกระเพาะอาหารที่มีประโยชน์ในการช่วยขับถ่ายออกไป ทำให้ในอนาคตร่างกายอาจทำการขับถ่ายด้วยตัวเองไม่ได้ จนต้องใช้วิธีสวนไปตลอด

3. ล้างพิษตับด้วยสารพัดสูตร

ตับเป็นอวัยวะที่ช่วยคัดกรองสารพิษเพื่อขับออกจากร่างกายก็จริง แต่การล้างพิษตับด้วยการทานอาหารบางอย่าง เช่น น้ำมันมะกอก และดีเกลือ ไม่ได้ช่วยล้างพิษในตับอย่างที่เข้าใจกันได้ เพราะดีเกลือช่วยให้ขับถ่ายคล่องขึ้น และน้ำมันมะกอกจะปะปนออกมากับอุจจาระ จึงทำให้คนที่ทานทั้ง 2 อย่างคิดว่าทานแล้วช่วยดีท็อกซ์เอาอุจจาระ และไขมันออกมา ซึ่งเป็นเรื่องเข้าใจผิดเต็มๆ

หากอยากดีท็อกซ์ร่างกายอย่างถูกวิธีจริงๆ เลือกทานอาหารที่มีกากใย เส้นใยอาหารตามธรรมชาติ เช่น ผัก ผลไม้ อย่างมะละกอสุก ลูกพรุน ธัญพืช ข้าวกล้อง หรืออาจจะเป็นน้ำมะนาวผสมน้ำเปล่า ดื่มในตอนเช้า แต่ยังทานอาหารครบ 5 หมู่ทุกมื้อ และไม่สวนทวาร สวนลำไส้บ่อยเกินความจำเป็น ทางที่ดีหากไม่เคยสวนทวาร สวนลำไส้ด้วยตัวเอง ควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญก่อน และท้ายที่สุด ดื่มน้ำให้มากๆ ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ก็ช่วยให้การขับถ่ายเป็นปกติ ไม่ต้องง้อคอร์สดีท็อกซ์ที่ไหนแน่นอนค่ะ

ที่มา>>>Sanook

5 เคล็ดลับลดความเสี่ยง “ตายก่อนวัย” ของวัยทำงาน

5 เคล็ดลับลดความเสี่ยง “ตายก่อนวัย” ของวัยทำงาน

ใครว่ารอแก่ก่อนถึงจะป่วยได้ วัยทำงานนี่ล่ะที่มีความเสี่ยงที่จะป่วยด้วยโรคภัยไข้เจ็บหนักๆ พอๆ กับวัยชราเลยล่ะ เพราะวิถีชีวิตที่เปลี่ยนไป ทำงานหนัก พักผ่อนไม่เพียงพอ นั่งหน้าคอมพิวเตอร์นานๆ ทานอาหารไม่เป็นเวลา และอื่นๆ อีกมากมาย ที่จะทำให้วัยทำงานมีสิทธิ์จะเสียชีวิตด้วยโรคร้ายก่อนที่จะเข้าสู่วัยชราเสียอีก ทำอย่างไรให้มีร่างกายแข็งแรงไม่เจ็บป่วยก่อนวัยอันควร มาดูคล็ดลับง่ายๆ 5 ข้อกันค่ะ

1. พักผ่อนไม่เพียงพอ >> แบ่งเวลาทำงานให้ชัดเจน, แจ้งปัญหากับผู้บังคับบัญชา, เปลี่ยนงาน

เสี่ยงโรคร้าย >> ความดันต่ำ ปวดศีรษะ โรคหัวใจ ฯลฯ

หลายคนมีปัญหาว่างานเยอะ ต้องปั่นงานจนดึกดื่น จนทำให้นอนหลับพักผ่อนไม่เพียงพอ วิธีแก้มีมากมาย ขึ้นอยู่กับว่าคุณจะเลือกทางไหน อันดับแรกมองตัวเองก่อนว่า ตัวเองจัดเวลาในชีวิตถูกต้องหรือไม่ เรากำลังอู้งานตอนเช้า แล้วไปปั่นงานตอนดึกหรือเปล่า ถ้าตอบว่าไม่ เราทำงานหัวปั่นตั้งแต่เช้ายันเย็น เราอาจจะต้องแจ้งผู้บังคับบัญชาของเราว่าปริมาณงานที่เราทำอยู่มันมากกว่าที่คนๆ หนึ่งจะทำไหว อาจทำให้ร่างกายเราพัง และผลงานไม่มีประสิทธิภาพได้ แต่หากวิธีนี้ไม่ได้ผล อาจจะต้องถึงเวลาที่คุณจะต้องเลือกสุขภาพมาก่อนงานที่รักแล้วล่ะ เพราะถ้าเราสุขภาพไม่แข็งแรงดี เราก็ทำงานได้ไม่ดีเช่นกัน

2. ทานอาหารไม่เป็นเวลา >> เตรียมอาหารล่วงหน้า

เสี่ยงโรคร้าย >> โรคกระเพาะอาหาร กรดไหลย้อน โรคอ้วน

หลายคนตื่นไม่ทันข้าวเช้า หรือแม้กระทั่งนั่งทำงานติดเก้าอี้จนไม่สามารถลุกไปทานอาหารกลางวัน และเย็นในเวลาที่ควรทานได้ หากนานๆ เกิดขึ้นครั้งหนึ่งด้วยเหตสุดวิสัยก็ไม่เป็นไรหรอก แต่หากเป็นแบบนี้อยู่ประจำล่ะก็ เราก็ต้องหาเวลามาเตรียมอาหารล่วงหน้า ไม่ว่าจะเป็นมื้อไหนๆ ก็สำคัญทั้งนั้น แน่นอนรวมถึงมื้อเย็นด้วย หากคุณยังต้องใช้สมองทำงานต่อ ก็ต้องงทานอาหารเย็นด้วย จะซื้อเตรียมไว้ตั้งแต่ตอนกลางคืน หรือจะซื้ออาหารเย็นเตรียมไว้ตั้งแต่ตอนเช้า หรือกลางวัน ก็ได้ทั้งนั้น

3. นั่งติดเก้าอี้หลายชั่วโมงไม่ยอมลุก >> ลุกขึ้นมายืดส้นยืดสายบ้าง, เดินแทนการนั่งขณะเดินทาง

เสี่ยงโรคร้าย >> ออฟฟิศซินโดรม ปวดเมื่อยบ่า คอ ไหล่ ข้อมือ ไขมันอุดตันเส้นเลือด เบาหวาน อ้วน

เพราะแค่เรื่องนั่งติดเก้าอี้นี่แหละที่จะทำให้คุณเสี่ยงสารพัดโรคนับสิบๆ ไล่ไปตั้งแต่อาการเจ็บปวดภายนอก ปวดศีรษะ คอ ไหล่ แขน ข้อมือ หรือที่เรียกว่า “ออฟฟิศซินโดรม” หรืออาจจะมาจากการที่เรานั่งติดเก้าอี้จนแทบไม่ได้ใช้พลังงานเลย จนทำให้อาหารที่เราทานให้พลังงานมากกว่าที่เราใช้ไปในแต่ละวัน ก่อให้เกิดโรคอ้วนขึ้นได้ง่ายๆ ทางแก้ง่ายนิดเดียว ลุกขึ้นยืน-เดินทุกๆ 2-3 ชั่วโมง หรือเลือกที่จะเดินขึ้นลงบันได หรือเดินกลับบ้านในระยะทางสั้นๆ 500-800 เมตร แทนการนั่งมอไซค์กลับบ้านก็ช่วยได้มากแล้วล่ะ

4. ของทอดของมันเต็มตลาด >> พกข้าวกล่องไปจากบ้าน, เลือกซื้อแต่อาหารที่ไขมันน้อย น้ำตาลน้อย

เสี่ยงโรคร้าย >> ไขมันอุดตันเส้นเลือด ไขมันพอกตับ อ้วน เบาหวาน

อาหารตามตลาดนัดข้างสถานที่ทำงานไม่ได้อร่อยดีมีประโยชน์ไปเสียทุกอย่าง นานๆ ทานทีก็ไม่ได้ให้โทษอะไรมากมาย แต่หากเราทานบ่อยๆ เอะอะก็ไก่ทอด ไส้กรอกอีสาน น้ำหวานชงแก้ว ผัดไทย แกงเขียวหวาน และอื่นๆ อีกมากมายที่เราเชื่อว่าทุกคนรู้อยู่แล้วแหละว่าทานมากๆ มันไม่ดี แต่ก็ยังจะทานเพราะห้ามความอยากไม่ได้ หรืออาจจะเพราะมันไม่มีอะไรผักๆ ขาย หากแถวที่ทำงานของคุณอาหารไม่ค่อยดีต่อสุขภาพ เราก็ขอแนะนำให้คุณนำข้าวกล่องไปทานเองดีกว่า ถ้าพอจะมีเวลา 30 นาทีก่อนนอน เสาร์-อาทิตย์ไปตลอดซื้อวัตถุดิบไว้ จันทร์ถึงศุกร์ปรุงอาหารง่ายๆ ใส่กล่องเตรียมไว้ก็ดีนะ อร่อย ประหยัด และดีต่อสุขภาพแน่นอน

5. ไม่มีเวลาออกกำลังกาย >> จัดเวลาวันที่ยุ่งน้อยที่สุด แล้วตั้งให้วันนั้นเป็นวันออกกำลังกาย

เสี่ยงโรคร้าย >> สารพัดโรค อย่าให้เราต้องบอก

การไม่ออกกำลังกาย เป็นสาเหตุของสารพัดโรคที่แทบจะเรียกได้ว่า เกือบจะทุกโรคบนโลกใบนี้เลยทีเดียว (ที่ไม่เกี่ยวกับอาหารการกิน) เพราะหากร่างกายแข็งแรง มีภูมิต้านทานที่ดี ร่างกายของเราก็จะต่อสู้กับเชื้อโรคต่างๆ ได้ดีขึ้น นอกจากนี้การออกกำลังกายยังช่วยลดความตึงเครียด ช่วยให้หลับสบาย สุขภาพจิตก็ดีขึ้นอีกด้วย หากคุณเป็นคนหนึ่งที่บอกตัวเองตลอดว่า “ทำงานยุ่งมากจนไม่มีเวลาไปออกกำลังกาย” เราอยากให้คุณคิดใหม่ ใน 1 สัปดาห์ เราต้องการแค่ 2-3 วันเป็นอย่างต่ำเท่านั้นในการออกกำลังกาย ปักหมุดไว้เลยว่าวันไหนที่งานยุ่ง “น้อยที่สุด” แล้วหาเวลาออกกำลังกาย 1-2 ชั่วโมง เลือกเวลา สถานที่ และวิธีออกกำลังกายได้ตามใจชอบ แม้กระทั่งนอนอยู่บนเตียงในบ้านก็ยังออกกำลังกายได้ เพราะฉะนั้นลดเวลาที่จะใช้ในกิจกรรมอื่นๆ ลง แล้วปันเวลามาออกกำลังกายสักนิด เพื่อสุขภาพที่ดีกันดีกว่า

ที่มา>>>Sanook