นี่แหละ!! สาเหตุของอาการคันจุดซ่อนเร้น

นี่แหละ!! สาเหตุของอาการคันจุดซ่อนเร้นอาการคันจุดซ่อนเร้น เป็นอาการหนึ่งที่สาวๆ มักจะเจอบ่อยๆ และก็สร้างความรำคาญใจให้กับสาวๆ ได้เป็นอย่างมาก แต่เอ๊ะ!! แล้วอาการคันตรงจุดซ่อนเร้นนี่เป็นเพราะอะไรกันนะ จะเป็นอันตรายหรือเปล่า เราจะพาคุณสาวๆ ไปหาสาเหตุกัน

 

เกิดเชื้อแบคทีเรียในช่องคลอด

เมื่อเกิดแบคทีเรียในช่องคลอด จะมีตกขาวที่ผิดปกติที่มีสีเหลืองข้นและมีกลิ่นเหม็นอย่างมาก แถมยังอาจมีอาการคันบริเวณปากช่องคลอดและอวัยวะเพศอีกด้วย ซึ่งสาเหตุของการเกิดแบคทีเรียในช่องคลอดนั้น เป็นเพราะการโกนขนและการใช้ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดที่ไม่เหมาะ จึงทำให้แบคทีเรียดีๆ ถูกกำจัดไปและมีแบคทีเรียร้ายๆ เข้ามาแทนที่นั่นเอง

นี่แหละ!! สาเหตุของอาการคันจุดซ่อนเร้น
เครียดจัด
ความเครียด ก็เป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้จุดซ่อนเร้นมีอาการคันเช่นกัน เพราะความเครียดจะทำให้ฮอร์โมนเสียสมดุล และการที่ฮอร์โมนแปรปรวนนี่เอง จึงทำให้เกิดอาการคันขึ้นมา แต่หากเป็นเพราะสาเหตุนี้ล่ะก็ แค่ลดความเครียดลง อาการคันก็จะค่อยๆ หายไปแน่นอน

 

ติดเชื้อจากการร่วมเพศ

ติดเชื้อจากการร่วมเพศ นับว่าเป็นสาเหตุที่ร้ายแรงพอสมควร เพราะเราไม่อาจรู้ได้เลยว่าได้ติดเชื้ออะไรมาจากการมีเพศสัมพันธ์บ้าง แถมยังมีหลายโรคที่ก่อให้เกิดอาการคันอีกด้วย เพราะฉะนั้นหากมีอาการคันจุดซ่อนเร้น หลังจากเพิ่งมีเซ็กส์มาไม่กี่วัน ควรรีบไปพบแพทย์โดยด่วน เพื่อตรวจวินิจฉัยว่าคุณได้ติดโรคทางเพศสัมพันธ์มาหรือไม่และเป็นโรคอะไร จะได้ทำการรักษาได้อย่างถูกวิธีนั่นเอง

นี่แหละ!! สาเหตุของอาการคันจุดซ่อนเร้น

 

ติดเชื้อยีสต์ candida

Candida เป็นยีสต์ประเภทหนึ่งที่จะกระตุ้นให้เกิดเชือราตรงจุดซ่อนเร้นได้ง่าย และเป็นสาเหตุของอาการคันที่เกิดขึ้นตรงอวัยวะเพศนั่นเอง ซึ่งในกรณีที่ติดเชื้อยีสต์นั้น ควรรีบไปพบแพทย์โดยด่วน เพราะเชื้อรามักจะรักษาให้หายขาดได้ยาก และอาจลุกลามไปยังจุดอื่นๆ ได้อีกด้วย ซึ่งการรักษานั้นอาจจะต้องทานยาอย่างต่อเนื่องเป็นเวลาหลายเดือนเลยทีเดียว

เป็นโรคผิวหนัง

โรคผิวหนัง ไม่ได้เกิดที่แขนขา หรือบริเวณหลังอย่างเดียวเท่านั้นนะ แต่ที่อวัยวะเพศของคนเราก็อาจเป็นโรคผิวหนังได้เช่นกัน เพราะฉะนั้นหากมีอาการคัน ร่วมกับผื่นแดง หรืออาการอื่นๆ ให้สงสัยได้เลยว่า คุณอาจจะเป็นโรคผิวหนังก็ได้ ซึ่งก็ควรพบแพทย์ด่วนเช่นกัน

เมื่อมีอาการคันที่น้องสาว โดยไม่ทราบสาเหตุ ควรรีบไปพบแพทย์เพื่อตรวจให้แน่ชัด เพราะอาการคันนั้นอาจเกิดได้จากหลายสาเหตุด้วยกัน โดยเฉพาะการติดเชื้อทางเพศสัมพันธ์ ที่อาจเป็นอันตรายได้หากไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที เพราะฉะนั้นอย่าวางใจเมื่อเกิดอาการคันที่น้องสาวเป็นอันขาด

ที่มา>>>Sanook

3 วิธีดีท็อกซ์ ล้างพิษตับผิดๆ ที่ห้ามทำ อันตรายถึงชีวิต

3 วิธีดีท็อกซ์ ล้างพิษตับผิดๆ ที่ห้ามทำ อันตรายถึงชีวิต

ใครที่รู้จักคำว่า “ดีท็อกซ์” คงจะเคยได้ยินถึงข้อดีของมันมาบ้าง พูดกันง่ายๆ ก็เหมือนกันกับการล้างพิษ ล้างสิ่งไม่ดีออกจากร่างกาย ทำแล้วเชื่อกันว่าทำให้ระบบภายในร่างกายใสสะอาด ปราศจากเชื้อโรค แบคทีเรีย หรือสิ่งหมักหมมต่างๆ ที่ทำให้ร่างกายสกปรก หรือทำให้เป็นโรคภัยต่างๆ โดยทำแล้วสิ่งที่ไม่ดีต่อร่างกายทั้งหลายจะไหลออกมาพร้อมกับอุจจาระ

ด้วยความเชื่อนี้ จึงทำให้หลายคนหันไปทำดีท็อกซ์กันเป็นว่าเล่น มีสูตรดีท็อกซ์แพร่หลายตามโลกออนไลน์ต่างๆ มีสมุนไพรที่โฆษณาว่าช่วยดีท็อกซ์ร่างกาย รวมไปถึงทัวร์ล้างพิษตับไตที่ตามสถาบันต่างๆ จัดขึ้นอีกด้วย จึงมีหลายคนหลวมตัวไปเข้าคอร์สดังกล่าว หรือจำสูตรมาทำเองที่บ้าน จนเกิดอันตรายถึงแก่ชีวิต วิธีดีท็อกซ์ร่างกายแบบไหนควรหลีกเลี่ยงด่วนๆ Sanook! Health มีคำตอบค่ะ

3 วิธีดีท็อกซ์ ล้างพิษตับผิดๆ ที่ห้ามทำ อันตรายถึงชีวิต

1. อดอาหาร ทานได้แต่อาหารบางประเภทที่เชื่อว่าช่วยดีท็อกซ์ร่างกาย

การอดอาหารแล้วทานอาหารอย่างใดอย่างหนึ่งเพียงอย่างเดียว เช่น ดื่มแต่น้ำมะนาวโซดา น้ำมะพร้าว น้ำใบย่านาง หรือทานแต่ผลไม้ล้วนๆ นอกจากจะไม่ได้ช่วยดีท็อกซ์ร่างกายอย่างแท้จริงแล้ว ยังทำให้ร่างกายขาดสารอาหาร หนำซ้ำยังอาจทำให้หมดพลังงาน ไม่มีแรง หน้ามืด ตาลาย น้ำตาลในเลือดต่ำ ยิ่งใครที่ทานแต่ของที่ทำให้ถ่าย อาจเกิดอาการช็อคจากการขาดน้ำจนเสียชีวิตได้

2. สวนรูทวารหนัก

ใครที่มีปัญหาเรื่องการขับถ่าย อึดอัดท้องอยากถ่ายแต่ไม่ถ่าย อาจเลือกวิธีสวนรูทวาร โดยการสอดสายน้ำเกลือที่บรรจุของเหลวอย่างน้ำ หรือน้ำกาแฟเข้าไป จริงๆ แล้วด้วยวิธีที่ทำไม่ถือว่าผิด แต่หากคนที่ทำไม่มีความรู้ความเข้าใจที่ดีพอ รวมไปถึงอุปกรณ์ต่างๆ ที่อาจไม่สะอาดพอ อาจทำให้ติดเชื้อจนถึงขั้นเสียชีวิตได้เช่นกัน

นอกจากนี้การสวนรูทวารหนักจะทำให้มีอุจจาระออกมาในปริมาณมาก ไม่ได้หมายความว่าเป็นการดีท็อกซ์ลำไส้จนสะอาดหมดจดอย่างที่คิด แต่เป็นการกระตุ้นการบีบตัวของลำไส้ใหญ่มากจนเกินไป และหากล้างลำไส้บ่อยๆ อาจทำให้ลำไส้สูญเสียแบคทีเรียในกระเพาะอาหารที่มีประโยชน์ในการช่วยขับถ่ายออกไป ทำให้ในอนาคตร่างกายอาจทำการขับถ่ายด้วยตัวเองไม่ได้ จนต้องใช้วิธีสวนไปตลอด

3. ล้างพิษตับด้วยสารพัดสูตร

ตับเป็นอวัยวะที่ช่วยคัดกรองสารพิษเพื่อขับออกจากร่างกายก็จริง แต่การล้างพิษตับด้วยการทานอาหารบางอย่าง เช่น น้ำมันมะกอก และดีเกลือ ไม่ได้ช่วยล้างพิษในตับอย่างที่เข้าใจกันได้ เพราะดีเกลือช่วยให้ขับถ่ายคล่องขึ้น และน้ำมันมะกอกจะปะปนออกมากับอุจจาระ จึงทำให้คนที่ทานทั้ง 2 อย่างคิดว่าทานแล้วช่วยดีท็อกซ์เอาอุจจาระ และไขมันออกมา ซึ่งเป็นเรื่องเข้าใจผิดเต็มๆ

หากอยากดีท็อกซ์ร่างกายอย่างถูกวิธีจริงๆ เลือกทานอาหารที่มีกากใย เส้นใยอาหารตามธรรมชาติ เช่น ผัก ผลไม้ อย่างมะละกอสุก ลูกพรุน ธัญพืช ข้าวกล้อง หรืออาจจะเป็นน้ำมะนาวผสมน้ำเปล่า ดื่มในตอนเช้า แต่ยังทานอาหารครบ 5 หมู่ทุกมื้อ และไม่สวนทวาร สวนลำไส้บ่อยเกินความจำเป็น ทางที่ดีหากไม่เคยสวนทวาร สวนลำไส้ด้วยตัวเอง ควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญก่อน และท้ายที่สุด ดื่มน้ำให้มากๆ ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ก็ช่วยให้การขับถ่ายเป็นปกติ ไม่ต้องง้อคอร์สดีท็อกซ์ที่ไหนแน่นอนค่ะ

ที่มา>>>Sanook