ยิงเข้ากลางอก!! เมียนั่งตายสยองคาบ้าน ผัวหึงเล่นเฟซบุ๊ก แม่สุดช็อกเห็นลูกสาวถูกฆ่าต่อหน้า

เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 27 ก.ย. ร.ต.ท.อุทัย ยอดราช รอง สว.(สอบสวน) สภ.สิชล จ.นครศรีธรรมราช ได้รับแจ้งว่ามีเหตุยิงกันตาย 1 ศพ บาดเจ็บ 1 คน ที่บ้าน หมู่ 6 ต.ทุ่งปรัง อ.สิชล รับแจ้งแล้ว จึงได้รายงานให้ผู้บังคับบัญชาทราบตามลำดับชั้น จากนั้นจึงพร้อมด้วย พ.ต.อ.โชคดี รักษ์วัฒนพงษ์ ผกก. พ.ต.ท.ปรัชญา จันทร์สมวงศ์ รอง ผกก.สส. พ.ต.ท.สุชาติ มีชัย สวป.  แพทย์เวร รพ.สิชล และหน่วยกู้ภัยใต้เต๊กตึ้งสิชลรีบรุดไปที่เกิดเหตุ

เมื่อไปถึงบ้านดังกล่าวในห้องโถงเป็นบ้านปูนชั้นเดียว พบศพผู้เสียชีวิตทราบชื่อ คือ นางปิยะภรณ์ ธรรมมิกะกุล อายุ 33 ปี อยู่บ้านที่เกิดเหตุ นั่งพิงตู้โชว์เลือดท่วมตัว อยู่ในชุดนุ่งกางเกงขายาวสีดำ สวมเสื้อยืดคอปกสีชมพู สภาพศพมีบาดแผลถูกยิงด้วยอาวุธปืน 11 มม. เข้ากลางหน้าอก 1 นัด ใกล้กันพบร่างนายพรชัย ธรรมมิกะกุล อายุ 35 ปี สามีของผู้ตาย ถูกยิงด้วยอาวุธปืนชนิดเดียวกันเข้าศีรษะจำนวน 1 นัด อาการสาหัส เจ้าหน้าที่มูลนิธิจึงรีบนำส่ง รพ.สิชล เพื่อช่วยชีวิต

 ในที่เกิดเหตุเจ้าหน้าที่ยังพบอาวุธปืนพกสั้นขนาด 11 มม. ตกอยู่บนพื้นบ้าน จำนวน 1 กระบอก มีร่องรอยยิงไปแล้วจำนวน 2 นัด จึงเก็บไว้เป็นหลักฐาน โดยมีนางอัตรา ช่างทอง มารดาของนางปิยะภรณ์ อยู่ในที่เกิดเหตุขณะเกิดเหตุการณ์และอยู่ในอาการตกใจสุดขีด

จากการสอบปากคำนางอัตรา ให้การว่า ทราบว่า นายพรชัย ลูกเขย ทำงานเป็นช่างเชื่อมรับทำหลังคาโครงเหล็กรายใหญ่ใน อ.สิชล ส่วนนางปิยะภรณ์ ลูกสาวเป็นแม่ค้าขายเสื้อผ้าที่ตลาดสำเพ็งสิชล ใน อ.สิชล อยู่กินกันมานานหลายปีแล้ว ก่อนเกิดเหตุขณะที่นางปิยะภรณ์ ผู้ตายเตรียมตัวจะออกจากบ้านไปขายเสื้อผ้าที่ตลาดสำเพ็งสิชล ปรากฏว่านายพรชัย สามีได้มาหาแล้วเข้ามาพูดคุย หาว่านางปิยะภรณ์ มีชายอื่นมาติดพัน ทำให้ทั้ง 2 มีปากเสียงกันอย่างรุนแรง ก่อนนายพรชัย ซึ่งอยู่ในอาการหึงหวง และโกรธจัดได้ชักอาวุธปืนที่พกมายิงใส่นางปิยะภรณ์ เข้าหน้าอก 1 นัด ตายคาที่ ก่อนจะใช้ปืนกระบอกเดียวกันยิงตัวเองจนฟุบได้รับบาดเจ็บสาหัส ด้วยความตกใจ ตนจึงรีบแจ้งให้เจ้าหน้าที่มาตรวจสอบในเวลาต่อมา

ด้าน พ.ต.อ.โชคดี เผยว่า สาเหตุ มาจากความหึงหวง ซึ่งนายพรชัย ระแวงว่านางปิยะภรณ์ ผู้ตายไปมีชายอื่น และเคยมีปากเสียงทะเลาะกันเป็นประจำ ครั้งล่าสุดด้วยความหึงหวงมาหลายครั้งแล้ว นายพรชัย กับนางปิยะภรณ์ ผู้ตายมีปากเสียงกันเรื่องที่ผู้ตายเล่นเฟซบุ๊กคุยกับชายคนหนึ่ง ก่อนนายพรชัย จับได้และทำลายโทรศัพท์มือถือของนางปิยะภรณ์ พังไป 1 เครื่อง เพราะความหึงหวง กระทั่งมาก่อเหตุสยองดังกล่าว

อย่างไรก็ตามอาการของนายพรชัย ยังสาหัส อยู่ในการดูแลของแพทย์อย่างใกล้ชิด ซึ่งทางตำรวจได้อายัดตัวไว้ดำเนินคดีตามกฏหมายแล้ว ส่วนศพผู้ตายหลังจากชันสูตรเสร็จแล้วได้มอบศพให้กับญาตินำศพไปจัดการตามประเพณีต่อไป

ที่มา>>>ข่าวสด

ตำรวจจีนรวบยกแก๊ง ลอบขนไอโฟน 7 เกือบ 200 เครื่อง วิธีเดิมๆซุกไว้รอบตัว

เว็บไซต์ ไชน่าพลัส ของจีนรายงานว่า เจ้าหน้าที่ศุลกากรในเมืองเซินเจิ้น มณฑลกวางตุ้ง ทางใต้ของจีน จับกุมผู้ต้องสงสัย 7 คน พร้อมยึดของกลางเป็นโทรศัพท์มือถือยี่ห้อไอโฟน 7 และไอโฟน 7 พลัส รวมแล้ว 190 เครื่อง เมื่อวันที่ 16 ก.ย.

เจ้าหน้าที่ระบุว่า ของกลางที่ยึดได้คิดเป็นมูลค่ากว่า 3 ล้านหยวน (15,643,950 บาท) จากการสอบสวนทราบว่า กลุ่มผู้ต้องสงสัยจะสอบไอโฟนรอยข้อมือและข้อเท้า เพื่อลักลอบเข้าไปในจีน ได้รับการว่าจ้าง 200-300 หยวน (1,042- 1,564 บาท) ต่อการลักลอบ 20-30 เครื่อง14370096_745484815592231_7046403702049443360_n

ที่มา>>>ข่าวสด

“สาวทอม”ควงกิ๊กหนุ่มวัย 15 ฆ่า”ดี้สาว”แล้วจับศพแขวนคอ แถมสวมรอยโพสต์FBผู้ตายอำพราง

เมื่อเวลา 10.00 น.วันที่ 29 กรกฎาคม ที่สภ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ พ.ต.อ.บุญธรรม วรรณรัตน์ พ.ต.อ.ดำรงศักดิ์ ทองงามตระกูล รองผบก.ประจวบคีรีขันธ์, พ.ต.อ.สิทธิชัย ศรีโสภาเจริญรัตน์ ผกก.สภ.หัวหิน แถลงข่าวการจับกุมตัวผู้ต้องหาในคดีฆาตกรรมอำพรางศพด้วยการผูกคอในหอพักแห่งหนึ่งชุมชนตาลเดี่ยว อ.หัวหิน โดยผู้ต้องหามี 2 คน ได้แก่ น.ส.กชกร หรือบัว ชาวชัยนาท อายุ 19 ปี ชาวนครปฐม อีกรายเป็นเยาวชน ชื่อนายต้าร์ (นามสมมุติ) อายุ 15 ปี ชาวจ.นครปฐม เช่นเดียวกัน ซึ่งทั้ง 2 คน ได้ร่วมกันก่อเหตุฆาตกรรมน.ส.โสดาพันธ์ หรือแก้ว คำศิลป์ อายุ 36 ปี ชาวเพชรบุรี เหตุเกิดเมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม ท่ามกลางญาตของผู้เสียชีวิตจำนวนมากที่มายืนดูการแถลงข่าวด้วยน้ำตานองหน้า  พ.ต.อ.สิทธิชัยกล่าวว่า เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ตำรวจได้รับแจ้งเหตุว่ามีคนผูกคอตายภายในหอพักเมื่อเวลา 16.40 น.ของวันที่ 24 กรกฎาคม ผู้ดูแลหอพักเป็นผู้เปิดประตูห้องพักของน.ส.แก้วผู้เสียชีวิต หลังจากที่คนสวนพบกุญแจห้องตกอยู่ที่สวนของหอพัก เมื่อโทรศัพท์ไปหาเจ้าของห้องพักไม่มีคนรับสาย จึงได้นำกุญแจไปเปิดห้อง ก็พบว่าน.ส.แก้วได้เสียชีวิตในสภาพใช้ผ้าปูที่นอนผูกคอกับราวภายในห้องน้ำ ทั้งนี้ผู้ดูแลหอพักให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ด้วยว่า พบเหตุผู้ตายครั้งสุดท้ายในช่วงกลางคืน ขณะเดินขึ้นหอพักพร้อมกับน.ส.บัว และนายต้าร์ ผู้ต้องหาทั้ง 2 ราย เมื่อตรวจสอบกล้องวงจรปิดก็พบพิรุธหลายอย่าง ทั้งการเดินเข้าออกห้องพักผู้เสียชีวิตหลายครั้ง มีการสูบบุหรี่ด้วยสีหน้าเคร่งเครียด และขณะเดินออกจากหอพักโดยที่ไม่มีผู้ตายเดินออกมาด้วย จึงได้ส่งเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวนติดตามจับกุมตัวผู้ต้องหาทั้ง 2 รายมาสอบสวน ขณะกำลังกบดานที่จ.นครปฐม ก่อนที่จะยอมรับสารภาพในที่สุด น.ส.บัวสารภาพว่า ตนและน.ส.แก้วคบหาในฐานะแฟนมาได้ประมาณ 1 ปี ก่อนหน้านี้ตนไม่ได้มีใคร คบกับผู้ตายเพียงคนเดียวและผู้ตายเป็นคนมาจีบตนก่อน ตนไม่เคยหลอกว่าเป็นทอม ส่วนแฟนใหม่ที่เป็นผู้ชายนั้น ตนเพิ่งมาคบหลังบอกเลิกกับผู้ตายได้ไม่นาน โดยในวันเกิดเหตุตนตั้งใจมาเคลียร์ปัญหาเรื่องความสัมพันธ์กับผู้ตาย โดยพาแฟนใหม่มาด้วยเพื่อยืนยันว่ามีคนใหม่แล้วเพราะกลัวผู้ตายไม่เชื่อ ไม่ได้ตั้งใจมาฆ่า  รวมทั้งต้องการเคลียร์ปัญหาหนี้สินที่ตนหยิบยืมจากผู้ตายกว่า 7 หมื่นบาทไปใช้รักษาตัวเพราะไม่สบายด้วย โดยจะผ่อนชำระให้เป็นงวดๆละ 10,000 ถึง 15,000 บาท ตนไม่ได้จะมาขอเงินอีกเพราะเลิกกันแล้ว แต่ระหว่างเจรจา เกิดทะเลาะมีปากเสียงกัน และตนเกิดโมโหที่ผู้ตายขึ้นเสียงใส่ตน ทำให้เกิดอารมณ์ชั่ววูบใช้หมอนปิดหน้าผู้ตายบนเตียงนอน แล้วแฟนใหม่ก็มาช่วยจับขาผู้ตายไว้ จนผู้ตายแน่นิ่งไป

“จากนั้นหนูพยายามจะปลุกพี่แก้วแล้ว แต่ไม่ตื่นขึ้นมา ทำให้คิดว่าเสียชีวิตแล้ว หนูกับแฟนใหม่จึงใช้ผ้าปูที่นอน มาผูกกับราวในห้องน้ำแล้วอุ้มร่างของผู้ตายมาแขวนไว้ ทำทีว่าผูกคอตายเอง แล้วรีบออกจากหอพัก โดยทิ้งกุญแจห้องไว้ที่สวน ก่อนออกมาเรียกรถรับแจ้งหน้าหอพัก ให้พาไปส่งที่ห้องพักแห่งหนึ่งในอ.หัวหิน โดยที่หนูได้หยิบโทรศัพท์มือถือของผู้ตายติดมือมาด้วย เพื่อจะลบข้อมูลที่มีการติดต่อกันระหว่างหนูกับผู้ตาย แต่เพราะหนูไม่มีเงินติดตัว จึงได้ให้โทรศัพท์มือถือของผู้ตายเป็นค่ารถไป จากนั้นตอนเช้าได้รีบหนีขึ้นรถไฟไปกบดานที่บ้านพักใน จ.นครปฐม ก่อนถูกตำรวจตามจับได้ในที่สุด”น.ส.บัวให้การ

ด้านญาตของผู้ตายให้ข้อมูลด้วยว่า ผู้ตายเป็นคนดีชอบทำบุญมาก ต้องเลี้ยงลูก 1 คน แต่เกือบ 1 เดือนที่ผ่านมา ตนเห็นผู้ตายรับโทรศัพท์ของน.ส.บัว แต่มีปากเสียงทะเลาะกันตลอดเวลา โดยในช่วงดึกของคืนเกิดเหตุ พบว่าเฟซบุ๊คของผู้ตายมีการโพสต์ภาพคล้ายกับว่าผู้ตายโพสต์เอง ซึ่งไม่ใช่ แต่เป็นฝีมือของผู้ต้องหาที่ต้องการอำพรางคดี

นอกจากนี้ญาติไม่เชื่อว่าผู้ต้องหาจะแค่ใช้หมอนปิดหน้าจนเสียชีวิต เพราะสภาพศพมีร่องรอยการถูกทำร้ายอย่างหนักทั้งตามร่างกายที่เขียวช้ำและที่ใบหน้า คล้ายการถูกจับหน้ากระแทกพื้น ทำให้ญาตไม่เชื่อตั้งแต่แรกว่าจะผูกคอตายเองและเชื่อว่าถูกฆาตกรรม โดยขณะนี้ยังไม่ได้เผาศพ ต้องการเก็บไว้เพื่อตรวจหาหลักฐานเพิ่มเติม อยากให้ผู้ต้องหาได้รับผลกรรมที่ทำไว้กับผู้ตาย

ที่มา>>>ข่าวสด

เต็มถังเลยน้อง! หนุ่มขับเก๋งเติมน้ำมัน ก่อนชักดาบซิ่งหาย (ชมคลิป)

หนุ่มขับเก๋งเติมน้ำมันปั๊ม ปตท.ที่อ่างทอง บอกน้องเต็มถัง เติมเสร็จเด็กปั๊มเดินไปแจ้งราคาค่าน้ำมัน 940 บาท ยังถามจะเอาน้ำมันเครื่องกับน้ำดื่ม ก่อนซิ่งหนีหาย ยังดีที่กล้องวงจรปิดบันทึกภาพไว้ได้…

วันที่ 5 พ.ค. ร.ต.ท. สุชาวดี สีสัน รองสารวัตรสอบสวน สภ.เมืองอ่างทอง จ.อ่างทอง ได้รับแจ้งจากนายมนัสชัย เหยียดกระโทด อายุ 20 ปี พนักงานเติมน้ำมันปั๊ม ปตท. ถนนอยุธยา-อ่างทอง เลขที่ 30/3 หมู่ 8 ต.โพสะ อ.เมืองอ่างทอง ว่ามีชายขับรถเก๋งฮอนด้า สีบรอนซ์เงิน จำหมายเลขทะเบียนไม่ได้ เข้ามาเติมน้ำมันในราคา 940 บาท ก่อนที่จะซิ่งรถหนีโดยไม่ยอมจ่ายเงิน

นายมนัสชัย ให้การด้วยว่า คนร้ายนุ่งกางเกงบอลขาสั้น สวมเสื้อยืด อายุประมาณ 30-35 ปี ขับรถเก๋งฮอนด้า สีบรอนซ์ จำหมายเลขทะเบียนไม่ได้ เข้ามาบอกว่าเติมน้ำมันเต็มถัง เมื่อเติมเสร็จตนได้เดินไปบอกว่า ค่าน้ำมันเป็นเงิน 940 บาท ชายคนขับ ถามว่ามีน้ำมันเครื่องไหม ตนบอกไม่มี คนขับถามต่ออีกว่ามีน้ำดื่มขายไหม ตนก็บอกว่า ไม่มีครับ ทันใดนั้นคนร้ายได้เร่งเครื่องยนต์ออกไปโดยไม่ยอมจ่ายเงินค่าเติมน้ำมัน มุ่งหน้าไปทางถนนอยุธยา-อ่างทอง ขาเข้าเมืองอ่างทอง ตอนนั้นตนทำอะไรไม่ถูก ได้แต่ตะโกนร้องเรียกให้กลับมาก่อน แต่คนร้ายไม่ยอมจอดกล้องวงจรปิดจับภาพรถเติมน้ำมันแล้วไม่จ่ายเงิน

เด็กปั๊ม ปตท.กล่าวด้วยว่า หลังจากเกิดเหตุ จึงได้แจ้งให้ผู้จัดการปั๊มน้ำมันทราบ และโทรแจ้งตำรวจ สภ.เมืองอ่างทอง ซึ่งเบื้องต้นตำรวจได้ตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิดของทางปั๊ม แต่เห็นหมายเลขทะเบียนไม่ชัดเจน

ด้านนายศรีโพธิ์ วายุพัตร์ ประธานสหกรณ์บริการสหภาพแรงงานไทยเรย่อน เจ้าของปั๊มน้ำมันกล่าวว่า เคยเจอปัญหาแบบนี้มาครั้งหนึ่งเมื่อปีที่ผ่านมา มีคนขับรถยนต์เข้ามาเติมน้ำมันจำนวน 200 บาท พอเด็กปั๊มเติมเสร็จ ก็บอกไม่มีเงิน และส่งโทรศัพท์มือถือให้เด็กปั๊มไว้ ก่อนจะขับรถหนีไป แต่พอมาตรวจดูพบว่าเป็นโทรศัพท์ที่ใช้งานไม่ได้ แต่ครั้งนี้หนักสุด เด็กโดนหลอกเติมน้ำมันเป็นเงินจำนวน 940 บาท ตนจึงพาเด็กไปแจ้งความ และนำภาพจากกล้องวงจรปิดมอบให้เจ้าหน้าที่ตำรวจเป็นหลักฐาน.

ที่มา>>>Thairath