ที่แท้เป็นเพื่อนบ้านมือยิงอดีตตร.ฝึกสุนัขชาวสวีเดน ตร.ตามจับแล้ว รับถูกแกล้งโดนหยาม

กรณีพบศพ นายลาส โดนัล ควอว์ฟอร์ด อดีตตำรวจฝึกสอนสุนัข สัญชาติสวีเดน เสียชีวิตภายในอยู่ภายในห้องครัว ของบ้านพักส่วนตัวที่เปิดเป็นโรงแรม สถานที่ฝึกสุนัข ของบริษัทบริษัทเคนเนล สแกนดิเนเวีย โฮเทล ฟอร์ ด็อก แคท แอนด์ เบิร์ด จำกัด เลขที่ 68/2 หมู่ 8 บ้านโป่งเก้ง ตำบลไร่ใหม่พัฒนา อำเภอชะอำ จังหวัดเพชรบุรี โดยสภาพนอนหงายอยู่ข้างถังแก๊ส มีร่องรอยถูกยิงเข้าบริเวณศีรษะด้านหลัง ลำตัว และแขน จำนวนหลายสิบแผล และมีผู้ไปพบศพเมื่อช่วงเช้าของวันที่ 18 ก.ค. ที่ผ่านมา ตามที่เสนอข่าวไปแล้วนั้น ความคืบหน้าเมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 23 ก.ค. ที่หน้าสภ.ชะอำ อ.ชะอำ จ.เพชรบุรี พล.ต.ท.ชาญเทพ เสสะเวช ผบช.ภ.7 พล.ต.ต.สุทธิพงศ์ วงษ์ปิ่น รอง ผบช.ภ.7 พ.ต.อ.ภคิน ศิวเมธากุล ผกก.สภ.ชะอำ พร้อมชุดจับกุม นำตัวนายประทีป สังข์ศิริ อายุ 42 ปี อยู่บ้านเลขที่ 35 หมู่ 3 ต.ไร่ใหม่พัฒนา อ.ชะอำ จ.เพชรบุรี ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลจังหวัดเพชรบุรี ที่ 273/2559 ลงวันที่ 22 กรกฎาคม 2559 ผู้ต้องหาฆ่า นายลาส โดนัล ควอว์ฟอร์ด อดีตตำรวจฝึกสอนสุนัข สัญชาติสวีเดน เสียชีวิตภายในอยู่ภายในห้องครัว เมื่อช่วงเช้าของวันที่ 18 ก.ค.59

โดยหลังก่อเหตุนายประทีป ไม่ได้หลบหนีออกนอกพื้นที่ยังคงอยู่ในบ้านพักตามปกติ จนกระทั่งเจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถสืบสวนและทราบตัวว่านายประทีป เป็นผู้ก่อเหตุ จึงควบคุมตัวมาจากบ้านพักที่อยู่ใกล้เคียงกันกับบ้านของผู้เสียชีวิต พร้อมอาวุธปืน ออโตเมติกลูกซอง 5 นัด จำนวน 1 กระบอก อาวุธปืนเดี่ยวลูกซองยาวขนาด 12 จำนวน 1 กระบอก ปลอกกระสุนปืนลูกซองขนาด 12 จำนวน 1 ปลอก กระสุนปืนลูกซองเบอร์ 12 จำนวน 9 นัด ปลอกกระสุนปืนลูกซองขนาด 12 จำนวน 1 ปลอก อาวุธปืนพกสั้นขนาด 11 มม. พร้อมซองและเครื่องกระสุนปืนจำนวน 1 นัด

จากการสอบปากคำนายประทีป ให้การรับสารภาพว่า เป็นผู้ลงมือยิงนายลาสจริง และลงมือทำเพียงคนเดียว โดยวันเกิดเหตุขับรถกระบะ ยี่ห้อมิตซูบิชิ สีเหลือง ตอนครึ่งหมายเลขทะเบียน บจ 810 เพชรบุรี ของตนเองมาจอดหน้าบ้านของผู้ตาย พร้อมกับนำอาวุธปืนยิงนายลาสทันที เนื่องจากโกรธแค้น และถูกนายลาส เหยียดหยามเยาะเย้ย และแกล้งตนรวมถึงญาติพี่น้อง อยู่บ่อยครั้ง จนเกิดความแค้นและมาก่อเหตุดังกล่าว

โดยหลังจากมีการแถลงข่าวเสร็จสิ้นเจ้าหน้าที่ตำรวจนำตัวนายประทีป ผู้ต้องหาไปทำแผนประกอบคำรับสารภาพยังบ้านที่ก่อเหตุ ก่อนส่งพนักงานสอบสวน สภ.ชะอำ เพื่อดำเนินคดีในข้อหา ฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา มีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในความครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต และพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือ ทางสาธารณะโดยไม่ได้รับอนุญาตให้มีอาวุธปืนติดตัวโดยไม่มีเหตุจำเป็นและเร่งด่วนตามสมควรแก่พฤติการณ์

ที่มา>>>ข่าวสด

อเมริกาชักจะยุ่ง! ทรัมป์ เจอม็อบต้านเดือดที่แคลิฟอร์เนีย สกัดหาเสียง

โดนัลด์ ทรัมป์ เจอม็อบชาวอเมริกันต้านรุนแรงแล้ว.. กลุ่มผู้ประท้วงหลายร้อยคนค้านนโยบายของทรัมป์ เผชิญหน้าตำรวจปราบจลาจล ถึงขั้นลุกฮือฝ่าแนวแท่งแบริเออร์ปาไข่ใส่ ตร.และกรูเข้าไปในบริเวณด้านหน้าโรงแรมในรัฐแคลิฟอร์เนีย ซึ่งทรัมป์จะมาปราศรัยหาเสียง

เมื่อ 30 เม.ย.59 สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเกิดม็อบชาวอเมริกันต่อต้านนายโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้สมัครเป็นตัวแทนพรรครีพับลิกันชิงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯขึ้นแล้ว เมื่อกลุ่มผู้ต่อต้านจำนวนหลายร้อยคนได้รวมพลังชุมนุมต่อต้านทรัมป์ มหาเศรษฐีจากนิวยอร์กที่จะมาหาเสียงที่ โรงแรมไฮแอต รีเจนซี ในเมืองเบอร์ลินเกม รัฐแคลิฟอร์เนียเมื่อวันศุกร์ที่ 29 เม.ย. โดยนอกจากจะเผชิญหน้ากับตำรวจปราบจลาจลแล้ว มีบางส่วนยังได้กรูฝ่าแนวแท่งแบริเออร์ที่ตำรวจนำมากั้นบริเวณทางเข้าโรงแรม ขว้างปาไข่ใส่ตำรวจและเข้าไปใช้ทุบทำลายหน้าโรงแรมด้วยความไม่พอใจ

การชุมนุมประท้วงที่ด้านนอกโรงแรม ทำให้การปราศรัยหาเสียงของทรัมป์ต้องเลื่อนล่าช้าออกไป หลังจากเขาและทีมงานได้ขึ้นเฮลิคอปตอร์ มาลงบริเวณใกล้กับโรงแรมและเข้าไปในโรงแรมโดยใช้ประตูด้านข้าง โดยระหว่างกล่าวหาเสียงกับผู้สนับสนุนที่ห้องประชุมในโรงแรมไฮแอต รีเจนซี โดนัลด์ ทรมป์ ยังพูดติดตลกถึงความยากลำบากกว่าที่จะได้เข้ามาในโรงแรมแห่งนี้ว่า ถือเป็นทางเข้าที่ไม่ง่ายที่สุดเท่าที่เขาเคยเจอมา และทำให้รู้สึกเหมือนกำลังข้ามชายแดนยังไงยังงั้น

ประท้วงต้านโดนัลด์ ทรัมป์ 

ข่าวแจ้งว่า ระหว่างที่ทรัมป์ หาเสียงอยู่นั้น กลุ่มผู้ประท้วงต่อต้านโดนัลด์ ทรัมป์ จำนวนมาก ยังคงปักหลักประท้วงที่ด้านนอกโรงแรม ต่อต้านจุดยืนของทรัมป์เกี่ยวกับนโยบายคนเข้าเมืองที่จะสร้างกำแพงกั้นแนวชายแดนระหว่างสหรัฐฯกับเม็กซิโก ซึ่งรัฐบาลเม็กซิโกจะต้องเป็นฝ่ายรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในเรื่องนี้ ในฐานะที่ชาวเม็กซิโกที่ลักลอบเข้าเมืองได้เข้ามาก่อคดีอาชญากรรมและนำยาเสพติดเข้ามาในประเทศสหรัฐฯ

เผชิญตำรวจปราบจลาจล 

ทุบกระจกด้านหน้าโรงแรม

ทั้งนี้ จากนโยบายด้านคนเข้าเมืองของทรัมป์ ทำให้เขาไม่ได้รับการสนับสนุนจากชาวอเมริกันเชื้อสายลาติน ขณะที่รัฐแคลิฟอร์เนีย เป็นรัฐที่มีประชากรชาวอเมริกันเชื้อสายเม็กซิโกจำนวนมาก จึงคาดว่าการประท้วงต่อต้านทรัมป์ในรัฐแคลิฟอร์เนียจะดำเนินต่อไปจนกว่าจะถึงวันเลือกตั้งขั้นต้นในรัฐแคลิฟอร์เนีย วันที่ 7 เดือนมิถุนายน ขณะที่ การเลือกตั้งขั้นต้นในหลายๆ รัฐที่ผ่านมา โดนัลด์ ทรัมป์ เป็นผู้สมัครของพรรครีพับลิกันที่มีคะแนนคณะผู้เลือกตั้งมากที่สุด จนทำให้ทรัมป์กล้าจะเรียกตัวเองว่า น่าจะได้เป็นตัวแทนของพรรคไปชิงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯปลายปีนี้

ที่มา>>>Thairath

ระทึก! จนท.มะกันบุกจับคนร้าย โดนลอบยิงเจ็บ 4 คน-ไฟไหม้โรงแรมยับ

(ภาพ: AP)

เจ้าหน้าที่ของสหรัฐฯ ออกตามหาผู้ต้องสงสัยรายหนึ่งที่โมเตล ในรัฐแคนซัส แต่เจ้าหน้าที่ถูกลอบยิงได้รับบาดเจ็บ 4 นายหลังจากเดินทางมาถึง ก่อนเกิดไฟไหม้โรงแรมแห่งนี้จนเสียหายหนัก…

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เจ้าหน้าที่หน่วยเฉพาะกิจตามจับผู้หลบหนี ของสำนักบังคับคดีและบังคับใช้กฎหมาย (U.S. Marshals Service) ของสหรัฐฯ ออกตามหาผู้ต้องสงสัยรายหนึ่งที่โมเตล ‘คันทรี คลับ’ ในเมืองโทพีกา รัฐแคนซัส เมื่อคืนวันเสาร์ ก่อนเจ้าหน้าที่จะถูกยิงได้รับบาดเจ็บ 4 ราย และโรงแรมแห่งนี้ถูกไฟลุกไหม้เสียหายหนัก

ร้อยโท คอลลีน สจวต เจ้าหน้าที่ตำรวจเมืองโทพีกา เปิดเผยว่า หลังจากทีมเจ้าหน้าที่เดินทางถึงโมเตลแห่งนี้ ใครบางคนได้ใช้อาวุธปืนยิงใส่พวกเขา กระสุนถูกเจ้าหน้าที่สำนักบังคับคดีฯ 2 นาย, เจ้าหน้าที่สำนักงานสอบสวนกลาง (เอฟบีไอ) 1 นาย และเจ้าหน้าที่ซึ่งยังไม่ทราบหน่วยงานอีก 1 นาย แต่ไม่มีใครเป็นอันตรายถึงชีวิตควันไฟพวยพุ่งออกจากโมเตล คันทรี คลับ (ภาพ: WIBW/AP)

ในเวลาเดียวกันก็เกิดไฟลุกไหม้โมเตล คันทรี คลับ โดยเพลิงได้ลุกท่วมโมเตลแห่งนี้นานกว่า 3 ชั่วโมง ซึ่งนายไมเคิล มาร์ติน เจ้าหน้าที่ดับเพลิงเมืองโทพีกา บอกกันสำนักข่าว ดับเบิลยูไอบีดับเบิลยู ว่า โมเตลถูกไฟเผาทำลาย แต่ไม่ระบุว่าไฟไหม้ครั้งนี้เกิดจากความตั้งใจ หรือเจอผู้เสียชีวิตในกองเพลิงหรือไม่ และไม่แน่ชัดด้วยว่าผู้ต้องสงสัยหลบหนีไปได้ หรือยังอยู่ในโรงแรมที่ถูกเพลิงไหม้

ทั้งนี้ ตามการเปิดเผยของ นายเครก บีม โฆษกของสำนักบังคับคดีฯ สหรัฐฯ ผู้ต้องสงสัยรายนี้เป็นผู้ต้องสงสัยตามหมายจับ แต่เขาไม่เปิดเผยรายละเอียดใดๆ ทั้งเพศ, รูปพรรณ และข้อหาที่ได้รับ โดยอ้างว่ายังอยู่ระหว่างการสืบสวน ขณะที่เจ้าหน้าที่สำนักบังคับใช้กฎหมาย 2 นายที่ได้รับบาดเจ็บสามารถออกจากโรงพยาบาลได้แล้ว

ที่มา>>>Thairath